Skip to content

พิชัยสั่ง 7 แบงก์รัฐลดกำไร-ดอกเบี้ย ช่วยผู้ส่งออกรับผลกระทบภาษีสหรัฐ

15 พ.ค. 2568 | 16:49น.
พิชัยสั่ง 7 แบงก์รัฐลดกำไร-ดอกเบี้ย ช่วยผู้ส่งออกรับผลกระทบภาษีสหรัฐ

พิชัยสั่งแบงก์รัฐลดกำไร-ดอกเบี้ย ใส่งบฯ ช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก ซัพพลายเชน ผู้ผลิต แข่งขันกับสินค้านำเข้า รับมือวิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายกระทรวงการคลังให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาเป็นการเร่งด่วนนั้น

โดยกระทรวงการคลังจึงมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐปรับกลยุทธ์การดำเนินงานโดยการลดเป้าหมายกำไรจากการทำธุรกิจ เพื่อจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณมาจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการ โดยสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่งอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการตามนโยบาย ประกอบด้วย

  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

สำหรับโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสิน ที่กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขแตกต่างจากสินเชื่อ Soft Loan โครงการอื่น เนื่องจากมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการชัดเจน 3 กลุ่มในเฟสแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา 2.ธุรกิจ Supply Chain 3.ธุรกิจผู้ผลิตสินค้าที่ต้องมีการแข่งขันสูงกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ

ตลอดจนผู้ประกอบการ SMEs ในภาพรวมและสถาบันการเงินของรัฐอื่นเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรม และภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ในเฟสที่ 2 จะกำหนดให้กลุ่มพนักงานงานทั่วไป ผู้ประกอบการอิสระ กลุ่มคนฐานราก ในระยะต่อไป รวมถึงออกมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้ 2-3% เพื่อช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อผู้ส่งออกและธุรกิจ SMEs/Supply Chain อย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใต้สภาวะความผันผวนที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่ากลไกสถาบันการเงินของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผ่านการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤต เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ สำหรับสถาบันการเงินของรัฐอื่น ๆ เช่น EXIM Bank ที่มีลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการส่งออกอยู่ 3,000 กว่าราย ได้มีการให้โจทย์ว่า สามารถที่จะลดดอกเบี้ยให้กับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ 20% ของดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวดได้หรือไม่ และให้แบงก์รัฐเรียกผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบเข้ามาหารือ เพื่อดูแลผลกระทบต่อไป ส่วนที่เหลือก็ได้สั่งให้เร่งทำมาตรการกลับมาเสนอโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้โจทย์ธนาคารพาณิชย์ให้ดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอีกช่องทางหนึ่ง