ปตท. ตั้ง War Room รับมือพลังงานผันผวน – เอฟเฟ็กต์ทรัมป์ ทำสัญญานำเข้า LNG – อีเทน ระยะยาว 15 ปี พร้อมปรับ Asset Portfolio ตั้งเป้า EBITDA ปีนี้ เพิ่ม 2 หมื่นล้านบาท
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า ในปี 2568 ปตท.ได้ตั้งเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ล้านบาท ผ่านการปรับ Asset Portfolio เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงในระยะยาว แสวงหาโอกาสเพื่อเพิ่มกำไร กว่า 8,000 ล้านบาท ให้ความสำคัญกับการแปลงทรัพย์สินเป็นกำไรเนื่องจากในกลุ่มมีทรัพย์สินที่อาจจะทำกำไรได้ไม่เหมาะสมก็นำส่วนนี้มาแปลงเป็นทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสภาวะเตลาดในปี 2568 มองว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงงชะลอตัว ยังมีความเสี่ยงจากการเจรจาการค้า ดังนั้นปตท.จึงเตรียมรับมือด้านกระแสเงินสด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพกำไรต่างๆ
ขณะเดียวกัน ปตท. ยังเดินหน้าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยจะทยอยรับรู้จากโครงการกลุ่มปตท. เช่น โครงการ MissionX ยกระดับ Operational Excellence เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าทั้งกลุ่ม ปตท. ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2027 มีแผนงานชัดเจนและเป้าหมายเป็นรูปธรรมซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว โครงการ Axis นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะสร้างมูลค่าได้อีก 11,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2029
สำหรับความคืบหน้าการหาพาร์ตเนอร์ ปิโตรเคมี – โรงกลั่น ยังมองว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจเรือธงของ ปตท. และยังต้องถือหุ้นใหญ่อยู่ โดยส่วนส่วนผู้ที่เข้ามาร่วมพัฒราจะต้องมีความแข็งแรงในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการหาพาร์ตเนอร์กลุ่มโรงกลั่นอยู่ระหว่างการเจรจาเรียบร้อยแล้ว คาดว่าในปีนี้สามารถชี้แจงหรือเห็นความชัดเจนของรายชื่อพาร์ตเนอร์ได้ ขณะที่บริษัท อินโนบิก(เอเชีย) จำกัด ปัจจุบันก็มีการเจรจากันอยู่ และมีความก้าวหน้าเช่นกัน โดยส่วนตัวบริษัทก็มีการออกไปหาพาทเนอร์ที่มีศักยภาพในแวดวงเดียวกัน
“ยืนยันว่าทุกบริษัมลูก หากมีสินทรัพย์อะไรที่ต้องแปลงเป็นทุนได้ก็ต้องช่วยกันดู อันไหนดีควรขายก็ขาย หรือหาคนมาช่วยดูแล โดยพาทเนอร์จะรูปแบบยังไม่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะต้องเพิ่มทุนหรือไม่ ทั้งไทยออยล์ IRPC และ GC”นายคงกระพัน กล่าว
ขณะที่แผนเจรจาของรัฐบาลในการต่อรองกำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น ปตท. ได้ดำเนินการประมาณ 2-3 โครงการได้แก่ นำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG ประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 15 ปี ขณะเดียวกันบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ทำสัญญาซื้อขายปิโตรเคมี (อีเทน) จำนวน 400,000 ตัน มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 15 ปี
ส่วน โครงการ Alaska LNG ปตท.มองว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากระยะทางใกล้กว่าแหล่งอื่นในสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่น ทันสมัย ปตท.อาจจะเข้าไปซื้อแต่จะไม่เข้าไปลงทุน ที่ผ่านมา กลุ่มปตท. มีความร่วมมือกับสหรัฐในหลายโครงการ มีลงทุนไปแล้วกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ เช่น โครงการในรัฐเท็กซัส อะลาสก้า มีการทำสัญญาซื้อขายต่างๆ รวมถึงการซื้อน้ำมันดิบ ประมาณ 10%
ทั้งนี้ ปตท.ได้มีการปรับแผนกลยุทธ์ครบ 1 ปี เพื่อสร้างความแข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและโตระดับโลกอย่างยั่งยืน มีการปรับธุรกิจหลัก เช่น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถสร้างกำไรจากการผลิต – ลงทุนต่างประเทศ การปรับพอร์ตการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ไม่สร้างกำไร สามารถดึงทุนกลับมาได้ประมาณ 11,000 ล้านบาท ควบคู่กับการลดคาร์บอน เช่นการดัดจับคาร์บอน (CCUS) ปตท.ก็มีความก้าวหน้าและมีเป้าหมายชัดเจนทั้งกระบวนการและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยรวมถึงสงครามการค้าจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ปตท.มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก

ภารกิจที่ปตท.ทำ คือการตั้ง War Room ขึ้นมาเตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจถดถอยครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. Strategy ทบทวนกลยุทธ์เดิมพร้อมพิจารณาความท้าทายใหม่ที่จะเข้ามากระทบ พบว่ากลยุทธ์กลุ่ม ปตท. มาถูกทาง เหมาะสม สามารถรับมือกับปัจจัยภายนอกและความท้าทายจากเรื่องสงครามการค้าได้ เพียงแต่บางเรื่องต้องเร่งให้เร็วขึ้น เช่น การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. 2. Financial Management รักษาวินัยการเงิน บริหารต้นทุนการเงิน เสริมสภาพคล่องกระแสเงินสด รักษาระดับ Credit Rating 3. Supply Chain & Customer ดูแลคู่ค้า ลูกค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องตลอด Supply Chain พร้อมเร่งดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่ม 4. Project Management ทบทวนความเป็นไปได้ของโครงการและการลงทุน โดยต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Asset Monetization) ของ flagship 5. Communication สื่อสารและสร้างความเข้าใจการดำเนินธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง
สำหรับ ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 สะท้อนทิศทางการบริหารใน 2 เรื่องหลัก คือ เน้นธุรกิจ Hydrocarbon ที่ถนัด ปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่ และเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ จํานวน 23,315 ล้านบาท นำส่งรายได้เข้ารัฐในรูปแบบภาษี จำนวน 7,256 ล้านบาท