คอลัมน์ : นอกรอบ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน
แต่ที่ต้องติดตามคือ ภาวะการเงินที่ตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจและครัวเรือนที่อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก
สรุปว่าสถานะธนาคารพาณิชย์แข็งแกร่ง แต่ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนกำลังประสบปัญหา
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยหลักจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางการตลาดและค่าใช้จ่ายด้าน IT
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1/2568 หดตัวอยู่ที่ -1.3% เป็นการหดตัวติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ทั้งนี้ โดยหลักเป็นเพราะมีการชำระคืนหนี้ในระดับสูง มองไปข้างหน้าภาพรวมสินเชื่อยังคงมีความท้าทายจากผลกระทบนโยบายการค้าหลังครบกำหนด 90 วัน จึงต้องรอติดตามใกล้ชิด
สินเชื่อ SMEs-รายย่อยหดตัว
อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อไตรมาสที่หดตัว -1.3% ดูไส้ในพบว่า สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังขยายตัว 1.5% จากภาคอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการส่งออกที่มีการเร่งส่งออกก่อนมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ทำให้มีการเบิกใช้วงเงินมากขึ้น ขณะที่สินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หดตัว -5.5% หลักเพราะธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อยหดตัว -2.2% ซึ่งไส้ในสินเชื่อเช่าซื้อหดตัวเพิ่มขึ้นเป็น -10.2% จากไตรมาสก่อน -9.9% จากที่ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่เริ่มมีสัญญาณเป็นบวกในไตรมาสที่ 1/2568 จากจำนวนยอดรถยึดที่ปรับลดลง และราคารถมือสองที่ปรับดีขึ้น
ส่วนบัตรเครดิตหดตัว -1.9% ด้วยยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลง ด้านสินเชื่อบ้าน โตอยู่ที่ 0.2% ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท
หนี้เสียเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม
ขณะที่สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 2.78% ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานสินเชื่อที่ลดลงจากไตรมาสก่อน โดยธุรกิจเอสเอ็มอีหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นทุกเซ็กเตอร์อยู่ที่ 7.35% จาก 6.88% ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือแล้วและกลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้ง
สำหรับกลุ่มสินเชื่อรายย่อย พบว่าหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.20% มาอยู่ที่ 3.35% โดยสินเชื่อบ้าน หนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 3.88% มาอยู่ที่ 4.10% และพบว่าบ้านราคาสูงกว่า 5 ล้านบาท มีสัญญาณปัญหาหนี้เสียมากขึ้น ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถ เอ็นพีแอลก็ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.17% เป็น 2.20%
กรณีสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือ SM (ค้างชำระ 31-90 วัน) แม้ภาพรวมปรับลดลงจาก 6.98% มาอยู่ที่ 6.97% โดยส่วนใหญ่มาจากกรณีธุรกิจรายใหญ่มีการชำระคืนหนี้ ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีปรับเพิ่มขึ้นจาก 12.81% เป็น 13.27% เป็นผลมาจากธนาคารมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจรายย่อยปรับเพิ่มขึ้นจาก 8.01% เป็น 8.06% ซึ่งส่วนใหญ่การปรับเพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อบ้าน ทำให้ ธปท.ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ไตรมาสต่อไปอย่างใกล้ชิด
ธุรกิจใหญ่แห่คืน “เงินกู้”
“หากเราดูโฟลว์ของการปล่อยสินเชื่อใหม่และการชำระหนี้คืน พบว่าในไตรมาสที่ 1/2568 เทียบกับไตรมาสที่ 4/2567 มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท แต่มีการชำระหนี้คืนราว 4.39 ล้านล้านบาท โดยเป็นการชำระหนี้คืนของธุรกิจรายใหญ่ มองไปข้างหน้าสินเชื่อก็ยังมีความท้าทายอยู่” นางสาวสุวรรณีกล่าว
ขณะที่การส่งผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้เป็นการช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
เพราะปัจจัยหลักมาจากต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Risk) ในการพิจารณาสินเชื่อ แต่การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยลูกค้ามากกว่า และการส่งผ่านการลดดอกเบี้ยรอบนี้ถือว่าน้อยกว่าการปรับลดดอกเบี้ยใน 2 รอบก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าครั้งนี้ธนาคารไม่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ด้วย
สั่งแบงก์ทดสอบผลกระทบ
ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายการค้าและเศรษฐกิจ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ได้มีการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) ทำแบบประเมินผลกระทบ (Stress Test) โดยกำหนดสมมุติฐาน เพื่อดูผลกระทบพอร์ตลูกค้าที่มีความเกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออก และสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามา รวมถึงผลกระทบต่อพนักงานและการจ้างงานด้วย ทั้งในส่วนของพอร์ตสินเชื่อรายย่อย ธุรกิจเอสเอ็มอี และรายใหญ่ ซึ่ง ธปท.มีความเป็นห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง
“ธปท.มีการกำหนดสมมุติฐานให้ธนาคาร ก่อนและหลังจากที่มี Tariffs คาดว่าจะได้เห็นผลการทดสอบภายในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งการทดสอบเราไม่ได้ดูความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินอย่างเดียว เพราะเรารู้ว่าสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งและมี Buffer คอยรองรับ แต่เราอยากรู้ว่าจะมีผลกระทบกับลูกค้าในพอร์ตอย่างไร เพื่อ ธปท.จะได้มีข้อมูลและจัดทำมาตรการเข้าไปดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ โดยเรากังวลในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันโดยเฉลี่ยธนาคารก็มีพอร์ตประมาณ 30% ขึ้นอยู่กับแต่ละแห่ง”
อย่างไรก็ดี ธปท.ก็มุ่งแก้ปัญหาหนี้เสียของภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นางสาวสุวรรณีระบุว่า ขณะนี้กำลังพูดคุยกับกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เพื่อขยายเกณฑ์และขอบเขตของลูกหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งความชัดเจนของมาตรการเฟส 2 คาดว่าจะประกาศได้ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน 2568
ดังนั้น จากตัวเลขที่ ธปท.ชี้แจงเรื่อง “สินเชื่อหดตัว” ขณะที่ “หนี้เสียเพิ่มขึ้น” น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจไทยที่อาจเกิดภาวะชะงักงันของภาวะเงินตึงตัวจากความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น หากรัฐบาลไม่เร่งมาตรการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ปัญหาก็คงจะลุกลามมากขึ้น