DMT ยื่นศาลเรียกค่าชดเชยกรมทางหลวง 2.3 พันล้าน จากผลกระทบโควิด
DMT ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ให้กรมทางหลวงชดเชยผลเสียหายเป็นเงินกว่า 2.3 พันล้านบาท หลังสูญเสียรายได้ค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานดอนเมืองโทลล์เวย์ จากผลกระทบโควิด
บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าบริษัทได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อใช้สิทธิและปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง-ดอนเมือง (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) (“สัญญาสัมปทาน”) ต่อกรมทางหลวง เพื่อให้กรมทางหลวงแก้ไขผลเสียต่อฐานะทางการเงินของบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) จากกรมทางหลวงรวม 2 ตอน ได้แก่ สัมปทานทางหลวงตอนดินแดง-ดอนเมือง และสัมปทานทางหลวงตอนดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน โดยระหว่างอายุสัญญาสัมปทานในปี 2563 ถึงปี 2565 ปรากฏการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร อันเป็นเหตุสุดวิสัยตามสัญญาสัมปทาน
ส่งผลให้ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางหลวงสัมปทานทางหลวงเดิมและทางหลวงสัมปทานตอนต่อขยายทางด้านทิศเหนือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น บริษัทจึงได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาสัมปทานโดยแจ้งเหตุสุดวิสัยให้กรมทางหลวงทราบ
ต่อมาบริษัทซึ่งได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยข้างต้นมีหนังสือขอให้กรมทางหลวงแก้ไขผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทตามหน้าที่ของบริษัท และกรมทางหลวงซึ่งกำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน
จากนั้นบริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระเพื่อประเมินการสูญเสียปริมาณการจราจรและรายได้ค่าผ่านทางของทางหลวงสัมปทานทั้งสองตอน ในระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 ระยะเวลาประมาณ 2 ปี 6 เดือน อันเป็นช่วงระยะเวลาที่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น
ซึ่งที่ปรึกษาอิสระได้พิจารณาแล้ว ประเมินว่าบริษัทได้สูญเสียปริมาณจราจรของทางหลวงสัมปทานทั้งสองตอนรวม 63,804,258 คัน คิดเป็นจำนวนเงินรายได้ค่าผ่านทางที่บริษัทสูญเสียไปรวม 4,297,787,290 บาท ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อฐานะทางการเงินของบริษัทคิดเป็นจำนวนเงิน 2,307,899,050 บาท (มูลค่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)
โดยบริษัทได้มีหนังสือนำส่งรายงานการศึกษาของที่ปรึกษาอิสระต่อกรมทางหลวงแล้ว จนถึงปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้รับการเยียวยาชดเชยผลเสียต่อฐานะทางการเงินของบริษัทจากกรมทางหลวง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อใช้สิทธิตามสัญญาสัมปทานให้กรมทางหลวงแก้ไขผลเสียต่อฐานะทางการเงินของบริษัท
โดยหากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้บริษัทชนะคดี บริษัทคาดว่าจะได้รับการเยียวยาชดเชยผลเสียต่อฐานะทางการเงินของบริษัทที่คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2,307,899,050 บาท อย่างไรก็ตาม ผลของการพิจารณาข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอน
ทั้งนี้ หากสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม หรือคณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งสำคัญ หรือคำชี้ขาดเป็นประการใด บริษัทจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป