สัมภาษณ์พิเศษ
การประชุมสามัญประจำปี 2568 ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป วาระการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่พร้อมด้วยประธานคนใหม่ วาระดำรงตำแหน่งปี 2568-2570 โดย “นายองอาจ กิตติคุณชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ได้รับการคัดเลือก ซึ่งยอมรับว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ พร้อมเปิดวิสัยทัศน์นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) คนใหม่ ในการเดินหน้าฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กำแพงภาษี พร้อมทั้งการปรับยุทธศาสตร์รองรับสมรภูมิการค้าโลก และการวางเป้าหมาย ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียนภายในปี 2570 และผลักดันส่งออกให้ได้ 2 ล้านล้านบาท
ภารกิจเป้าส่งออก 2 ล้านล้าน
การเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ในสมัยการบริหารงานปี 2568-2570 ถือว่าอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญกับปัญหากำแพงภาษีภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง นับเป็นความท้าทายที่ทางภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยจะต้องเร่งปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ โดยทำอย่างไรให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยมีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านบาทให้ได้
เมื่อดูสถิติการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2567 จะพบว่ามีมูลค่า 1,638,445 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ถือเป็นสถิติส่งออกสูงสุดครั้งใหม่ของสินค้าอาหาร ด้วยความต้องการสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น และเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร สมาคมได้กำหนดแผนงานในสมัยการบริหารของผม โดยจะมุ่งเน้นนโยบายนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร (Food Innovation & Technology) เข้ามาพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตให้ขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพื่อดันมูลค่าการส่งออกให้ได้เป้าหมายที่มองไว้ในปี 2570
นอกจากนี้ ผมในฐานะผู้แทนของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปยังได้กำหนดวิสัยทัศน์ปี 2568-2570 จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสำเร็จรูปสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยและยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียนภายในปี 2570
วางยุทธศาสตร์ 5 ด้าน
เบื้องต้นทางสมาคมได้วางยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้านสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย คือ 1.การสร้างความแตกต่างและนวัตกรรมที่จะส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม และใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.การขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง เน้นการเจาะตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ กระจายแหล่งวัตถุดิบและตลาดส่งออก ตลาดเป้าหมาย
3.การเสริมสร้างความยั่งยืนและรับผิดชอบ หรือ ESG ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต 4.การพัฒนาศักยภาพของสมาชิก ได้แก่ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนใน R&D เพื่อพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารจากพืช และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และ 5.การสร้างความร่วมมือและผลักดันนโยบายที่จะนำเสนอประเด็นเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ ในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้า และผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม
ห่วงแข่งดุ-อุปสรรคเพียบ
ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐ ประกอบกับปัญหาด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ยังมีต้นทุนสูง และจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจีนและสหรัฐ
ขณะที่สิงคโปร์กำลังพัฒนาอาหารอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก ทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมเพื่อรักษาส่วนแบ่ง ไม่นับรวมถึงระเบียบสหภาพยุโรปมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออก กฎหมายสิ่งแวดล้อม และ Carbon Tax ในตลาดยุโรปที่เพิ่มภาระผู้ผลิตในอนาคต
ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแข่งขันสินค้าอาหารของไทย จึงเห็นว่าทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสการค้า การส่งออกของสินค้าไทยไปตลาดโลกให้ได้
ทั้งนี้ เมื่อดูตัวเลขการส่งออกสินค้าอาหารสำเร็จรูปในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอาหารสำเร็จรูปของไทยอยู่ที่ประมาณ 375,000 ล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 4-5% เนื่องมาจากความผันผวนของค่าเงินและต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ภาพรวมการส่งออกอาหารสำเร็จรูปในครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความต้องการอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก
ชี้โอกาสไทยในเวทีโลก
การส่งออกสินค้าอาหารสำเร็จรูป ในกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารอนาคต (Future Food) เช่น โปรตีนทางเลือกและอาหาร Functional ยังมีทิศทางที่ดี ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐ อาเซียน และสหภาพยุโรป ยังคงเป็นจุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอย่างอาหารทะเลกระป๋อง ซอส และเครื่องปรุงรส และอาหารสัตว์เลี้ยง ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าของสหรัฐ อาจส่งผลต่อการเติบโตในบางเซ็กเมนต์
“ตลาดหลักที่ยังคงมีความต้องการสูงคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะอาหารแปรรูปพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง และเครื่องปรุงรสที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยอัตราการเติบโตในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 7-8% ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย”
“ผมที่เข้ามารับหน้าที่ครั้งนี้ ภารกิจหลักของ TFPA พร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสำเร็จรูป ปรับตัวในด้านนวัตกรรมการผลิต การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสาร ประสานความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน”
ซึ่งปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกมากกว่า 230 บริษัท ประกอบด้วย ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตสับปะรด กลุ่มผู้ผลิตทูน่าและอาหารทะเล กลุ่มผู้ผลิตผักและผลไม้ กลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน และกลุ่มผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งก็พร้อมที่จะทำงานเต็มที่