โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ยอมรับว่า ไทยและกัมพูชายังคงมีความเห็นที่ต่างกันในการแก้ไขดินแดนพิพาท 4 แห่ง ภายหลังกัมพูชาตัดสินใจจะนำ 4 ดินแดนพิพาทขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะที่ไทยมุ่งลดความตึงเครียดของสถานการณ์ผ่านการใช้กลไก JBC และไม่ยอมรับอำนาจศาลกว่า 60 ปี มาแล้ว
เมื่อเวลาราว 17.30 น. ของวันที่ 5 มิถุนายน 2025 ที่ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ในช่วงถาม-ตอบ ระหว่างการแถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
กรณีกัมพูชาตัดสินใจที่จะนำ 4 พื้นที่พิพาท (มอมเบยหรือช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตากระเบยหรือตาควาย) ขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) หรือศาลโลก แสดงว่า กัมพูชาไม่เชื่อว่า กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) จะแก้ปัญหาอย่างได้ผลหรืออย่างไร
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวตอบว่า เป็นความเห็นต่างของการใช้ ICJ และ JBC ซึ่งไทยเน้นใช้กลไก JBC เพราะตลอดเวลา 26 ปีที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำ ไทยหวังว่า กัมพูชาจะเจรจาข้อข้ดแย้งด้วยความสุจริตใจ (In good faith) ซึ่งหากเจรจาในกรอบนี้ เชื่อว่าจะจบปัญหาได้
นายนิกรเดชกล่าวในการแถลงข่าวว่า ตามที่กัมพูชาแสดงความตั้งใจที่จะใช้กลไกของศาล ICJ ประเทศไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของ ICJ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีกลไกทวิภาคีในการจัดการประเด็นปัญหาชายแดนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ตกลงกันตั้งแต่แรก สิ่งที่สำคัญคือทั้ง 2 ฝ่ายต้องแก้ไขปัญหาในบริเวณที่มีการกระทบกระทั่งกันเท่านั้น ไม่ขยายประเด็นปัญหาออกไป ซึ่งจะสร้างความซับซ้อนของปัญหามากขึ้น
เหตุปะทะที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 พฤษภาคม เราจะมีการสอบสวนหรือไม่ เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้และมีพัฒนาการของเหตุการณ์ต่างๆตามมา
นายนิกรเดชกล่าวตอบว่า คงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย คงไม่ใช่ฝ่ายไทยสอบสวนฝ่ายเดียว ฝ่ายกัมพูชาจะต้องสอบสวนและเอาข้อมูลมายืนยันกัน
“เราจะหาข้อสรุปให้ได้ในกลไกทวิภาคี” นายนิกรเดชกล่าว (ทวิภาคี คือ รูปแบบการหารือเพียงสองฝ่ายคือไทยและกัมพูชา ไม่มีฝ่ายที่สาม อาทิ เช่น ศาลโลก)
เมื่อถามว่า กัมพูชามีหลักฐานอะไรในการอ้างว่า 4 ดินแดนพิพาทเป็นของกัมพูชา (ตามแถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชา)
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวตอบว่า ตนเองก็ยังไม่ทราบ เราไม่กังวลที่เขาจะไปศาลโลก เราก็มีหลักฐานของเรา และคิดว่าไม่ใช่ประเด็นเพราะการใช้บุคคลที่สามหรือศาลโลกเข้ามาแก้ไขความขัดแย้ง ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย
สำหรับการประชุม JBC กัมพูชาเป็นผู้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในวันที่ 14 มิถุนายน ที่กรุงพนมเปญ แต่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่าจะไม่หยิบยกวาระ 4 ดินแดนขึ้นหารือในที่ประชุมที่จะมาถึง เนื่องจากต้องการแก้ไขข้อพิพาทโดยกลไกศาลโลก
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยพร้อมบินไปประชุม JBC ที่กัมพูชา ซึ่งนำโดยนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชาที่มีความรู้ความสามารถด้านการปักปันเขตแดน
วาระการหารือในที่ประชุม JBC วันที่ 14 มิถุนายนนี้ มีอะไรบ้าง
นายนิกรเดชกล่าวว่า วาระการหารือในที่ประชุม JBC วันที่ 14 มิถุนายน ขณะนี้ (5 มิถุนายน) ยังไม่มีการกำหนดวาระที่หารือกัน ต้องให้ประธาน JBC สองประเทศกำหนด และด้วยการประชุมนี้เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เทคนิกที่ทำหน้าที่สำรวจ ปักปันเขตแดน ดังนั้นไม่แน่ใจว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่องบกหรือไม่
คำถามจากผู้สื่อข่าวอื่นๆ กรณีกัมพูชาละเมิด JBC ข้อ 5 จากกรณีทหารกัมพูชาเข้ามาที่เขต No man’s land นายนิกรเดช กล่าวตอบว่า No man’s land คือพื้นที่ที่เป็นจุดทับซ้อน แม้มีการล้ำเข้ามาในจุดดังกล่าว ซึ่งละเมิดข้อตกลง JBC ข้อ 5 แต่ยังไม่ใช่การบุกรุกเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยประท้วงกัมพูชา 4 ครั้งในเรื่องพื้นที่ช่องบก อ้างอิงตามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ไทย-กัมพูชา ปี 2543 (ปีค.ศ. 2000) เป็นเอกสารอ้างอิงของฝั่งไทย โดยจะยึดถือเอกสารต่างๆ ภาพถ่ายดาวเทียม และหลักฐานอื่นๆ โดยพัฒนาการในขณะนี้ อยู่ระหว่างการใช้กลไก JBC จัดการ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังชี้แจงข่าวที่อ้างว่าพบทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
นายนิกรเดชกล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบรายละเอียดของเรื่องนี้ และต้องขอรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย และขอฝากสื่อมวลชนว่าในการรายงานข่าวนั้น ขอให้หลีกเลี่ยงการขยายข่าวที่เป็นการปลุกระดมหรือกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยที่ยังไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงชัดเจน อีกทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนว่าอย่าคาดการณ์ไปเอง เพื่อลดการสร้างประเด็นที่อาจเพิ่มความขัดแย้งพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้มีการประชุมระดับผู้บริหารในวันที่ 5 มิถุนายน เน้นย้ำความตั้งใจใน 3 ประเด็น คือ 1.ไทยจะใช้ประโยชน์จากกลไก JBC อย่างเต็มที่ควบคู่กับกลไก GBC และ RBC โดยกลไก JBC ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลา 26 ปีที่ผ่านมา สามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จในหลายพื้นที่ 2.เราจะใช้กลไกการประชุมกับฝ่ายกัมพูชาด้วยความสุจริตใจ (In good faith) 3.เราหวังว่าการประชุมดังกล่าวจะช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ให้ได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน