Skip to content

หนี้ครัวเรือนไทย Q4/67 ปรับลดลง 88.4% ต่อจีดีพี หวั่นคนไทยติดหรู-ก่อหนี้เกินตัว

09 มิ.ย. 2568 | 12:43น.
หนี้ครัวเรือนไทย Q4/67 ปรับลดลง 88.4% ต่อจีดีพี หวั่นคนไทยติดหรู-ก่อหนี้เกินตัว

สภาพัฒน์ ชี้หนี้ครัวเรือนไทย Q4/67 ลดลงอยู่ที่ 16.42 ล้านล้านบาท ส่งผลสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเหลือ 88.4% หวั่นคนไทยมีพฤติกรรมติดหรู-เสี่ยงก่อหนี้เกินตัว แนะเร่งดึงสหกรณ์เข้าเครดิตบูโรแก้หนี้ซ้ำซ้อน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ไตรมาส 4 ปี 2567 ว่า หนี้สินครัวเรือนของไทยมีมูลค่า 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราชะลอลง 0.2% ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หดติดต่อกัน สาเหตุจากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลง 88.4% จาก 88.9% ในไตรมาสก่อนหน้า

ด้านคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลง โดยมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร มีจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8.94% เพิ่มขึ้นจาก 8.78% ของไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 30 – 90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 5.68 แสนล้านบาท ลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ 2 เรื่องหลัก

1.คนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบติดหรูซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2567 พบว่า คนไทย 1 ใน 3 นิยมใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรู (Luxury) และบริการระดับพรีเมียม อาทิ อาหารเครื่องดื่ม บัตรคอนเสิร์ต บริการเสริมความงามของสะสม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการยอมรับจากสังคม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัวได้ง่ายขึ้น โดยสาเหตุมาจากความต้องการได้รับการยอมรับและได้แสดงสถานะทางสังคม โดยผู้ชายมีความต้องการโดดเด่นที่มากกว่าเพศหญิง

สินค้าที่ผู้ชายนิยมซื้อ

  1. อุปกรณ์เทคโนโลยี
  2. เครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่น
  3. ซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

ขณะที่เพศหญิงนิยมซื้อสินค้า

  1. ซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
  2. เครื่องสำอาง น้ำหอม สกินแคร์
  3. เครื่องแต่งกายและสินค้าแฟชั่น

โดยในสัดส่วน 50% มีเงินออมสำหรับยามฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือน ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดอยหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สะท้อนปัญหาการขาดความรู้ และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม

2. การผลักดันให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในปี 2567 พบว่า สหกรณ์ทุกประเภทมีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรยังมีจำนวนน้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนทำได้ยาก

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครดิตบุโรในไตรมาสสาม ปี 2567 พบว่า หนี้เสียของลูกหนี้สหกรณ์มีการขยายตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับลูกหนี้ประเภทอื่น โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของสหกรณ์ประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยง ก่อหนี้ช้าซ้อนหากไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี

โดยกรณีการเข้าร่วมเครดิตบูโรของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์พบว่าสามารถปรับพฤติกรรมทางการเงิน ผ่านการให้คำปรึกษา การประเมินข้อมูลเครดิต และประสานข้อมูลกับสถาบันทางการเงินอื่น เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อทีเหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ การเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโรจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถหลุดจากปัญหาหนี้สิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม

“ภาครัฐควรผลักดันเชิงนโยบายให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินของ ประชาชนในระยะยาวขณะที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่แย่ลง สำหรับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอฮอล์ และบุหรี่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง และการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้น” นายดนุชา กล่าว