Skip to content

คลังคัดกรองเข้มงบฯ 1.57 แสนล้าน ห้ามจัดซื้อวิธีพิเศษ-ตัดโครงการต่ำ 5 แสน

10 มิ.ย. 2568 | 15:31น.
คลังคัดกรองเข้มงบฯ 1.57 แสนล้าน ห้ามจัดซื้อวิธีพิเศษ-ตัดโครงการต่ำ 5 แสน

“พิชัย” เผยยังไม่เคาะโครงการใช้งบฯ 1.57 แสนล้าน แจงเหตุเลื่อนบอร์ดกระตุ้นชุดใหญ่ ชี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ วางกรอบห้ามจัดซื้อวิธีพิเศษ-ตัดโครงการต่ำกว่า 5 แสนบาท ด้าน “จุลพันธ์” ประเมินไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยโดนหนักสุด

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในฐานะการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เปิดเผยว่า ครั้งนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปโครงการที่ขอใช้เงิน ซึ่งต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้โครงการเข้าเงื่อนไข 4 กลุ่มเป้าหมายที่กำหนด ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก่

  1. โครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำและคมนาคม
  2. การพัฒนาภาคการท่องเที่ยว
  3. ลดผลกระทบภาคการส่งออก
  4. เศรษฐกิจชุมชน

ฉะนั้น ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงจะเลื่อนออกไปก่อน

“การพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท เราจะไม่รีบร้อน เพราะเงินก้อนใหญ่ และเงินต้องใช้ให้เข้าเงื่อนไขตามกรอบที่กำหนด หากเสนอมาไม่ตามเงื่อนก็ต้องกลับไปทบทวน” นายพิชัยกล่าว

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (10 มิ.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้พิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณใน 3 ส่วน ได้แก่ งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และงบประมาณกลาง

ให้ดำเนินการอย่างรัดกุมและกลั่นกรองอย่างละเอียด ระมัดระวัง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะอนุกรรมการวันนี้ จะมีการกำหนดกรอบการใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ให้มีการลงรายละเอียดให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ โครงการน้ำจะต้องเป็นโครงการในพื้นที่ที่เกิดปัญหาน้ำท่วม หรือภัยแล้งซ้ำซาก ไม่ใช่ในพื้นที่ใดก็ได้ ส่วนโครงการถนนต้องเป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โลจิสติกส์ของประเทศได้

ขณะเดียวกัน มีการกำหนดให้ทุกโครงการไม่ให้ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ จะต้องมีการประมูลโครงการตามวิธีปกติ รวมทั้งจะไม่พิจารณาโครงการที่วงเงินต่ำกว่า 5 แสนบาท เพื่อไม่ให้เม็ดเงินเกิดการรั่วไหลเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล

“วงเงิน 1.57 แสนล้าน ไม่จำเป็นต้องพิจารณาใช้เป็นงบฯ ลงทุนทั้งหมดก็ได้ สุดท้ายหากจัดสรรโครงการไม่ครบทั้งหมด ก็จะมีกลไกนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ” รมช.คลังกล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังมีเวลาพิจารณาโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ เนื่องจากประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 เมื่อมาตรการภาษีของสหรัฐจะมีความชัดเจนและคลี่คลายมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีข่าวดีแล้ว ว่าไทยจะได้เจรจากับสหรัฐอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปได้ด้วยดี ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะเบาบางลง อย่างไรก็ตาม ภาษีศุลกากรพื้นฐานที่สหรัฐจะเก็บทุกประเทศ 10% น่าจะยังคงอยู่ แต่ขอให้ไทยไม่เสียเปรียบประเทศคู่ค้าและประเทศคู่แข่ง