Skip to content

เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ รอดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

11 มิ.ย. 2568 | 18:18น.
เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ รอดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ รอดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปัจจัยในประเทศรัฐบาลอยู่ระหว่างกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน คาดเสนอบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ภายใน 1-2 สัปดาห์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 11 มิถุนาย 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 32.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาททรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/6) ที่ระดับ 32.63/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่จีนและสหรัฐได้บรรลุฉันทามติด้านการค้าหลังเสร็จสิ้นการเจรจาระดับสูงเป็นวันที่สองที่กรุงลอนดอน โดยมีเป้าหมายที่จะยุติข้อพิพาททางการค้า และแก้ไขข้อจำกัดด้านการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กของจีน

ทางด้าน นายโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “เราได้บรรลุกรอบการทำงานเพื่อดำเนินการตามฉันทามติที่นครเจนีวาและการพูดคุยระหว่างประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า กรอบการทำงานนี้ได้เพิ่ม “รายละเอียดที่สำคัญ” ของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้วที่นครเจนีวา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อผ่อนคลายมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ที่ก่อนหน้านี้ดำเนินการไม่คืบหน้า เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ นอกจากนี้ข้อตกลงจะนำไปสู่การยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกบางอย่างของสหรัฐ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย

การเปิดเผยของลุตนิกสอดคล้องกับที่หลี่ เฉิงกัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในวันอังคาร (10/6) ว่า คณะเจรจาของจีนและสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานด้านการค้าแล้ว หลังเสร็จสิ้นการเจรจาสองวัน และเขาจะนำเรื่องนี้กลับไปรายงานผู้นำจีน

ทางด้านศาลอุทธรณ์กลางในกรุงวอชิงตันดี.ซี. มีคำสั่งล่าสุดว่า ภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยประกาศใช้ จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปในระหว่างที่การอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้นกำลังดำเนินอยู่ แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้ตัดสินว่าภาษีเหล่านี้มีความชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ แต่ศาลก็เห็นควรให้ภาษีดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในระหว่างที่การพิจารณาคดียังไม่แล้วเสร็จ

ศาลอุทธรณ์ระบุว่า คดีนี้มีลักษณะพิเศษและส่งผลสำคัญต่อระบบกฎหมาย จึงจะพิจารณาโดยคณะผู้พิพากษาทั้ง 11 คนของศาล แทนการพิจารณาโดยผู้พิพากษา 3 คนตามปกติ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยมีกำหนดนัดไต่สวนในวันที่ 31 ก.ค.ที่จะถึงนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ว่าขณะนี้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานนั้น อยู่ในระหว่างการพิจารณากลั่นกรองโครงการที่หน่วยราชการต่าง ๆ ได้เสนอโครงการ โดยคาดว่าจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่) ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนที่จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

นายเผ่าภูมิเสริมว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณากลั่นกรองโครการที่ส่วนราชการเสนอเข้ามาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ตามที่ ครม.กำหนด ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, การลงทุนภาคการท่องเที่ยว, มาตรการลดผลกระทบภาคการส่งออกหรือเพิ่มผลิตภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่จะดูถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานในท้องถิ่น

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 32.53-32.68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 1.1423/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/6) ที่ระดับ 1.1416/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนายโอลลี เรห์น และนายฟรองซัวส์ วีลรอย สมาชิกผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรปได้มีการให้สัมภาษณ์ว่า การปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของธนาคารกลางที่เป็นการทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 2%

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1404-1.1445 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1434/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 144.84/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/6) ที่ระดับ 144.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยในวันนี้ (11/6) ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือน พ.ค.เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ชะลอลงจากระดับ 4.1% ในเดือน เม.ย.

รายงานระบุว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ดัชนี PPI ลดลงมาอยู่ในช่วง 3% โดยมีปัจจัยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหินที่ปรับตัวลง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนี PPI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ควบคู่ไปกับดัชนีราคาบริการระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (CSPI) ในเดือน พ.ค. ราคาสินค้ากลุ่มเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง พุ่งขึ้น 42.8% เมื่อเทียบรายปี โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคาข้าวที่พุ่งสูง และการระบาดของไข้หวัดนก

ขณะที่ราคากลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหิน เพิ่มขึ้นเพียง 0.6% ซึ่งลดลงอย่างชัดเจนจากระดับ 6.3% ในเดือน เม.ย. เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลง ส่วนค่าบริการไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปา เพิ่มขึ้น 6.5% สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 144.64-145.24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 145.08/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค. (11/6), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (11/6), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (12/6), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน พ.ค. (12/6), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน มิ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (13/6)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.75/-7.65 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.25/-5.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ