เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ขนสัตว์เลี้ยงเข้าปอดได้จริงไหมข้อสงสัยที่คนเลี้ยงหมาแมวต้องรู้
Biz Movement ขนสัตว์เลี้ยงเข้าปอดได้จริงไหมข้อสงสัยที่คนเลี้ยงหมาแมวต้องรู้
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ค่าเงินบาทวันนี้ (6 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.45 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (6 พ.ย. 69) เปิดตลาด 33.45 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Nasdaq 100 ร่วงแรงทุบสถิติ หุ้นเอไอหนักสุด ตั้งแต่โควิด-19 รับเดโมแครตชนะเลือกตั้ง
World Nasdaq 100 ร่วงแรงทุบสถิติ หุ้นเอไอหนักสุด ตั้งแต่โควิด-19 รับเดโมแครตชนะเลือกตั้ง
โลกป่วน ‘ยิ่งเชื่อมต่อ-ยิ่งเปราะบาง’
Columns โลกป่วน ‘ยิ่งเชื่อมต่อ-ยิ่งเปราะบาง’
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 พ.ย. 69) ร่วงลง 5.53% อยู่ที่ 75,956 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 พ.ย. 69) ร่วงลง 5.53% อยู่ที่ 75,956 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ส่งออกข้าวไทยฉายแววปัญหา ห่วงความสามารถลด-โดนกัมพูชาแย่งตลาด
Economic ส่งออกข้าวไทยฉายแววปัญหา ห่วงความสามารถลด-โดนกัมพูชาแย่งตลาด
ตำรวจ ปอศ. คุมตัว “บุ๋ม ปนัดดา” แจ้ง 3 ข้อหา ปมเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี
News ตำรวจ ปอศ. คุมตัว “บุ๋ม ปนัดดา” แจ้ง 3 ข้อหา ปมเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี
ดีแคช ถอด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พ้นพรีเซ็นเตอร์ เซ่นปมมูลนิธิองค์กรทำดี
Biz Movement ดีแคช ถอด ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พ้นพรีเซ็นเตอร์ เซ่นปมมูลนิธิองค์กรทำดี
ดูทั้งหมด

กิตติพงษ์ เผย สัญญาณไทยน่าเป็นห่วงสู่ “รัฐล้มเหลว” ชี้ 3 ทางรอดฟื้นรัฐเข้มแข็ง

13 มิ.ย. 2568 | 09:44น.

ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เผย สถานการณ์ประเทศน่าเป็นห่วง ไทยกำลังก้าวสู่รัฐล้มเหลวหรือไม่ ทางรอดคือเราต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพิ่มโอกาสฟื้นฟูรัฐกลับมาเข้มแข็ง เพื่ออนาคตที่เราเลือกได้  

ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Kittipong Kittayarak อธิบายประเด็น “รัฐล้มเหลว” กับสถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้

ใจความว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ความเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ คำนี้อาจดูรุนแรงในสายตาบางคน เพราะเราไม่เคยเห็นภาพความล่มสลายอย่างฉับพลัน แต่มันคือ สภาวะที่รัฐค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการดูแลประชาชน ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง บริการสาธารณะ หรือการรักษากฎหมายและคงไว้ซึ่งความยุติธรรม

สัญญาณที่น่าเป็นห่วง คือ เมื่อกฎหมายไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรม แต่กลายเป็นของผู้มีอำนาจ, เมื่อการทุจริตเป็นเรื่องปกติ, เมื่อโครงสร้างของรัฐพังลง และเมื่อประชาชนหมดศรัทธา ประเทศไทยอาจยังไม่ล้มเหลว แต่กำลังเดินไปทางนั้นหรือไม่ ?

หากยังมีคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง ก็แปลว่าเรายังมีโอกาสฟื้นฟูรัฐให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งทางรอดอยู่ที่การร่วมมือกันทุกภาคส่วน ได้แก่ การฟื้นฟูหลักนิติธรรม, ปรับโครงสร้างการจัดการภาครัฐ และคืนความหวังให้ประชาชน

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราทุกคนในวันนี้

ข้อความฉบับเต็มระบุว่า

“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็น “รัฐล้มเหลว” หรือไม่ ? คำถามที่เราไม่ควรมองข้าม

คำว่า “รัฐล้มเหลว” (Failed State) อาจฟังดูรุนแรงเกินไปในสายตาบางคน เพราะเราไม่เห็นภาพของประเทศที่ล่มสลายอย่างฉับพลัน หากแต่คือสภาวะที่รัฐค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการปกครองดูแลประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การบริการสาธารณะ หรือการรักษากฎหมายและความยุติธรรม

คำถามสำคัญที่เราต้องกล้าถามอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ประเทศไทยกำลังแสดงสัญญาณของการก้าวสู่การเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ ?

สัญญาณที่น่าเป็นห่วง

1. เมื่อกฎหมายไม่ใช่เครื่องมือเพื่อความยุติธรรม แต่กลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในรัฐที่แข็งแรง กฎหมายคือเครื่องค้ำจุนความยุติธรรม แต่ในบางกรณีของไทยวันนี้ กฎหมายดูเหมือนจะถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม :

  • คดีการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ มักถูกมองว่าดำเนินการอย่างไม่เป็นกลาง
  • คดีทุจริตของผู้มีอำนาจกลับล่าช้า เงียบหาย หรือไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน
  • คนจนติดคุกเพราะความผิดเล็กน้อย ขณะที่คนรวยลอยนวลในคดีร้ายแรง

เมื่อความยุติธรรมเอนเอียง ความไว้วางใจในระบบยุติธรรมก็เริ่มสั่นคลอน

2. เมื่อการทุจริตกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” ดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปีล่าสุด (CPI 2024) อยู่ในอันดับ 107 จาก 180 ประเทศ คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างเห็นได้ชัด ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ความรู้สึกชินชาในสังคม :

  • โครงการของรัฐที่ “ต้องมีเปอร์เซ็นต์”
  • วัฒนธรรม “ฝากเข้า” และ “เด็กเส้น”
  • การเมืองที่ยังขับเคลื่อนด้วยเงินและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

นี่ไม่ใช่เพียงการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย แต่คือการกัดกร่อนรากฐานความน่าเชื่อถือของรัฐอย่างต่อเนื่อง

3. เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐพังลงจริง ๆ เหตุการณ์ล่าสุดที่น่าสะเทือนใจคือ อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่มลงในช่วงเกิดแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โครงสร้างก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐาน ใช้วัสดุด้อยคุณภาพ และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่สำคัญคือ ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบอย่างชัดเจน เรื่องราวจึงค่อย ๆ เงียบหาย ทั้งที่ตึกนั้นเป็นของหน่วยงานที่มีหน้าที่ “ตรวจสอบงบประมาณของรัฐ”

เมื่อองค์กรที่ควรจะยืนหยัดในหลักความโปร่งใส ยังไม่สามารถตรวจสอบตนเองได้ นี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงปัญหาทางโครงสร้างที่ฝังลึก

4. เมื่อประชาชนหมดศรัทธา ความเสื่อมถอยของรัฐไม่เพียงเกิดจากการบริหารที่ล้มเหลว แต่ยังสะท้อนผ่านความรู้สึกของประชาชนที่สิ้นหวัง :

  • คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจำนวนมากเลือกย้ายประเทศแทนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง
  • ความเฉยชาเริ่มแทนที่ความหวัง
  • คำพูดอย่าง “อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” กลายเป็นเสียงสะท้อนของยุคสมัย

เมื่อประชาชนไม่เชื่อว่าเสียงของตนมีความหมายอีกต่อไป ความชอบธรรมของรัฐก็เริ่มสั่นคลอน

ประเทศไทยยังไม่ล้มเหลว… แต่กำลังเดินไปในทิศทางนั้นหรือไม่?

ประเทศไทยยังไม่ใช่รัฐล้มเหลวในความหมายเต็มรูปแบบ เรายังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้ ยังมีระบบราชการ ยังมีศาลและกระบวนการยุติธรรมที่แม้จะมีปัญหา แต่ยังคงดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม เรากำลังเห็นสัญญาณหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับ “รัฐที่กำลังล้มเหลว” ในหลายประเทศ :

  • สถาบันหลักไร้เสถียรภาพ
  • ความยุติธรรมเลือกปฏิบัติ
  • การทุจริตเชิงโครงสร้าง
  • การขาดความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจ
  • ความสิ้นหวังของประชาชน

สิ่งเหล่านี้คือแรงสั่นสะเทือนเงียบ ๆ ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐในระยะยาว หากเราไม่ตื่นตัว

ทางรอดอยู่ที่การลงมือของทุกภาคส่วน

หากยังมีคำถาม ยังมีเสียงเรียกร้อง ยังมีคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง ก็แปลว่า เรายังมีโอกาสฟื้นฟูรัฐให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

สิ่งที่ต้องเร่งทำ

1. ฟื้นฟูหลักนิติธรรม

  • ปฏิรูประบบยุติธรรมให้โปร่งใสและเข้าถึงได้
  • ยุติการใช้กฎหมายในเชิงเลือกปฏิบัติ
  • ส่งเสริมองค์กรอิสระให้มีอำนาจตรวจสอบจริง

2. ปรับโครงสร้างการจัดการภาครัฐ

  • เพิ่มความโปร่งใสในโครงการงบประมาณ
  • ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเข้มงวด
  • ลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม

3. คืนความหวังให้ประชาชน

  • ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและโอกาส
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง
  • สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เชื่อมั่นในประเทศของตน

เราเลือกอนาคตได้

อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราทุกคนในวันนี้

จะนิ่งเฉย หรือจะลงมือ?

จะยอมรับ หรือจะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง?

จะหนีปัญหา หรือจะร่วมกันเผชิญหน้า?

ในเวลาที่ประเทศสั่นคลอนประวัติศาสตร์จะจดจำว่า คนไทยเลือกทำอะไรและทางเลือกนั้น จะกำหนดอนาคตของลูกหลานเราตลอดไป ถึงเวลาที่คนไทยต้องเลือก !

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์
12 มิถุนายน 2568″

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ