Skip to content

ปลัดพลังงาน-กฟผ. ถกแนวทางลดค่าไฟงวดสิ้นปี จ่อนำข้อสรุปยื่นรัฐมนตรี

13 มิ.ย. 2568 | 13:18น.
ปลัดพลังงาน-กฟผ. ถกแนวทางลดค่าไฟงวดสิ้นปี จ่อนำข้อสรุปยื่นรัฐมนตรี

จับตา ! กระทรวงพลังงาน-กฟผ.ประชุมแนวทางการลดค่าไฟตามกรอบ ครม.ไม่เกินหน่วยละ 3.99 บาท คาดนำข้อสรุปยื่น รมว.พลังงาน-คณะรัฐมนตรี

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วานนี้ (12 มิถุนายน 2568) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมแนวทางการลดค่าไฟ ร่วมกับคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการ กฟผ. ผู้แทนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เพื่อสรุปข้อเสนอแนะและแนวทางที่เหมาะสมในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 1 เมษายน 2568


โดยที่ประชุมได้พิจารณาผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะทำงานศึกษาแนวทางการบริหารโครงสร้างราคาและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม ที่มีนายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะทำงาน รวมถึงข้อเสนอการบริหารโครงสร้างราคาไฟฟ้าระยะถัดไป ทั้งนี้ ผลการประชุมจะได้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรีต่อไป

สำหรับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมาได้รับทราบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลโดยให้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับรอบเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568 ลงจาก 4.15 บาทต่อหน่วยในรอบเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ลงเหลือไม่เกินอัตราหน่วยละ 3.99 บาท ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาแนวทางทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเป็นไปตามเป้าหมาย

ส่งผลให้ค่าไฟงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม-สิงหาคม 2568) นั้น ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 16/2568 ในการประชุมวันที่ 30 เมษายน 2568 มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568 ลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย จากมติ กกพ. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่มีการตรึงค่าไฟไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย โดยเป็นการรับทราบตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดกรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย ไม่ใช้งบประมาณจากรัฐบาล

ซึ่งการปรับลดค่าไฟลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย เป็นการปรับลดจากค่าไฟ 4.15 บาทต่อหน่วย โดยเรียกคืนของผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw Back ประมาณ 12,200 ล้านบาท เกิดจากการพิจารณาการลงทุนของการไฟฟ้า มีการประเมินสถานการณ์ซึ่งอาจจะเกินไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเหลือเงินส่วนดังกล่าวเก็บไว้ ตามกฎหมายระบุว่าเงินส่วนนี้ ตามมาตรา 34(2) หากมีเงินส่วนเกินและ กกพ.ตรวจพบ สามารถนำเงินส่วนนี้ไปปรับลดค่าไฟให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลมีความห่วงใยในสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว โดยมีผลทันทีวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 (ครั้งที่ 171) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยระเบียบวาระสำคัญการประชุมในครั้งนี้คือร่วมกันพิจารณานโยบายและแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568

โดยมีรายงานว่า จะพิจารณาการปรับโครงสร้าง Pool Gas ตามแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะทำค่าไฟลดลง เนื่องจากเป็นการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า ให้ก๊าซที่ผลิตไฟมาจากแหล่งในประเทศ และให้ภาคอุตสาหกรรม (ที่มีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพียง 15% ของทั้งประเทศ) รับภาระต้นทุน LNG นำเข้าทั้งหมด (ที่มีสัดส่วนถึง 30% ของทั้งประเทศ) จากปัจจุบันเป็นโครงสร้าง Single Pool Gas (ก๊าซราคาเดียวกันทุกภาคส่วน)

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ได้เปิดเผยว่าแนวโน้มค่าไฟฟ้าในอนาคตมองว่ามีโอกาสต่ำกว่างวดปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค. 2568) ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย เนื่องจากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีราคาลดลง สวนทางกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี ค่าไฟงวดสิ้นปีนั้นยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะใช้แนวทางหรือวิธีการใดที่จะเข้ามาช่วยเหลือค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นค่าครองชีพที่สำคัญของประชาชน