นับเป็นสัญญาณที่น่ากังวลเมื่อทรัมป์หั่นทริปประชุมจี7 สั้นลงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อิสราเอล พันธมิตรใกล้ชิด และอิหร่านยิงจรวดใส่กันทำลายโรงนิวเคลียร์และแหล่งน้ำมัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติ รวมถึงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเตรียมเดินทางออกจากการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี7) ที่แคนาดาเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน หลังจากเตือนพลเมืองให้อพยพออกจากกรุงเตหะราน เนื่องจากอิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อขัดขวางการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และอิหร่านยังยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากไปที่อิสราเอลเพื่อตอบโต้
การเดินทางกลับประเทศอย่างกะทันหันดังกล่าวทำให้เกิดการคาดเดากันว่าสหรัฐอาจเตรียมให้การสนับสนุนปฏิบัติการของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ในระดับที่แข็งกร้าวมากขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดียังคงมีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้งได้
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ทรัมป์จะเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง
ต่อมาทรัมป์กล่าวว่า การออกจากการประชุมผู้นำกลุ่มจี7 ที่แคนาดาก่อนกำหนดนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อให้มีการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่บอกเพียงว่าเหตุผลยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก
ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน เวลาท้องถิ่น ทรัมป์ได้เตือนประชาชนในกรุงเตหะรานให้อพยพออกจากเมือง พร้อมทั้งบอกให้อิหร่านละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์และทำข้อตกลง
นอกจากโรงนิวเคลียร์และอาคารทางทหารที่เป็นเป้าหมายหลักแล้ว อิสราเอลยังโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซอิหร่านที่ผลิตสำหรับในประเทศเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงแหล่งเซาท์ พาร์ส ที่เป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ไม่ได้โจมตีโรงผลิตที่ป้อนตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญจับตาว่าอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางหลักสำหรับขนส่งน้ำมันและก๊าซให้ต่างประเทศ ซึ่งมีลูกค้ารายใหญ่คือจีนหรือไม่
ขณะนี้ฝูงเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตียูเอสเอส นิมิตซ์ กำลังแล่นไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางก่อนกำหนดซึ่งถือเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรทางทหารของสหรัฐครั้งใหญ่ครั้งแรกในภูมิภาคนี้ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การโจมตีดำเนินมาเป็นวันที่สาม โดยฝ่ายอิสราเอลใช้ปฏิบัติการสิงโตผงาดโจมตีแบบสายฟ้าแลบต่อเป้าหมายโรงนิวเคลียร์ในกรุงเตหะรานเป็นส่วนใหญ่เมื่อ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามอิรัก-อิหร่านในทศวรรษ 1980 ทำให้จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านจากการโจมตีของอิสราเอลมากกว่า 200 ราย รวมถึงผู้บัญชาการกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) นักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ อ้างอิงตามการนับอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุดของรัฐบาลอิหร่าน ด้านรัฐบาลอิสราเอลระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 24 ราย ในอิสราเอลและบาดเจ็บประมาณ 400 คน