คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com
เราคงเคยได้ยินข่าวหัวหน้าที่ไม่อนุญาตให้ลูกน้องไปเฝ้าคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
แถมเมื่อคุณแม่ของลูกน้องเสียชีวิตก็ยังไม่อนุญาตให้ลูกน้องไปจัดการงานศพอีกต่างหาก
หรืออีกข่าวหนึ่ง ที่ลูกน้องป่วยมากก็ยังไม่อนุญาตให้ลาป่วย จนกระทั่งลูกน้องเสียชีวิต
วันนี้ผมคงไม่พูดเรื่องหัวจิตหัวใจของหัวหน้าประเภทนี้นะครับ
แต่อยากจะชวนคุย ชวนวิเคราะห์ “วิธีคิดแบบเหมารวม” ของคนเป็นหัวหน้าประเภทนี้ที่ผมเคยเจอมา
เพื่อจะได้เป็น “ข้อคิด” เตือนใจลดความดราม่าเรื่องแบบนี้กัน…จะดีกว่า
ความคิดแบบเหมารวมคืออะไร ?
คือการเอาเรื่อง แต่ละเรื่องมาผสมปนเปกันแบบไม่แยกแยะ
แล้วก็สรุปตัดสินใจแบบเหมารวมในทันที
เช่น สมมุติว่า หัวหน้ามีลูกน้องที่มาสายบ่อย ลาป่วยบ่อยเกิน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วยจริงหรือป่วยทิพย์ ชอบขาดงาน ก็จะคิดแบบรวบยอดเหมารวมว่า ลูกน้องคนนี้ไม่สนใจ ไม่รับผิดชอบงานที่ทำ
ยิ่งนานวัน อคติของหัวหน้ากับลูกน้องคนนี้ ก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ออกแนวสะสมความรู้สึก
จนวันหนึ่งลูกน้องคนนี้มาขออนุญาตลากิจเพื่อไปจัดงานศพให้คุณแม่ซึ่งเสียชีวิต
หัวหน้าประเภทนี้ก็จะเอาเรื่องพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูกน้องในช่วงที่ผ่านมา
มาเหมารวมกับความจำเป็นของลูกน้องที่จะต้องไปจัดการงานศพของคุณแม่จริง ๆ
แล้วก็ตัดสินใจไม่อนุญาตให้ลูกน้องลากิจไปจัดงานศพคุณแม่ซะงั้น !!
นี่คือ “ปัญหา” ของการคิดแบบเหมารวม และไม่แยกแยะของคนที่เป็นหัวหน้า (บางคน) ซึ่งเป็นคนประเภทที่เรากำลังกล่าวถึงครับ
อย่างไรก็ตาม ถ้าหัวหน้าคิดแบบแยกส่วน หรือแยกแยะ
ปัญหาทำนองนี้ก็จะลดลง หรือไม่เกิดขึ้น
อย่างกรณีที่ลูกน้องมีพฤติกรรมไม่ดีจริง ๆ เช่น ขี้เกียจ เกเร เกี่ยงงาน เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เห็นแก่ตัว เอาตัวรอด เอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง ไม่รับผิดชอบงาน มาสายเป็นนิจ ลากิจเป็นประจำ งานหลักไม่ทำ งานประจำคือ ด่าบริษัท ฯลฯ
หัวหน้าที่ดีก็ควรจัดการคนแบบนี้อย่างเด็ดขาดและจริงจัง หรือไม่ก็ดำเนินการทางวินัยตามข้อบังคับของบริษัทได้เลย
เพื่อไม่ให้เกิดการบั่นทอนจิตใจคนทำงานด้วยกัน ซึ่งถือเป็นมะเร็งร้ายที่ก่อตัว ทำร้ายทั้งตัวเขาเอง ทำร้ายเพื่อนร่วมงาน และทำร้ายบริษัทในที่สุด
จะสังเกตเห็นว่า หากมีพนักงาน หรือคนทำงานประเภทนี้ในบริษัท หรือในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง บรรยากาศของการทำงานจะมีลักษณะแปลก ๆ ดูไม่น่าทำงาน อยู่แบบตัวใครตัวมัน
เพราะปัญหาไม่ได้รับแก้ไข หรือแก้แล้วไม่ตรงจุด
ดังนั้น หัวหน้าต้องแข็ง ตั้งแต่การกล่าวตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร
ขณะที่การขึ้นเงินเดือนประจำปี หรือจ่ายโบนัสก็ควรลดลง หรือไม่ให้เลยสำหรับพนักงานประเภทนี้ ขวัญและกำลังใจของคนทำงานทั่วไปก็จะกลับมา
หากมีการทำผิดซ้ำ หรือได้รับคำเตือนแล้ว เช่น กรณีละทิ้งหน้าที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร และถูกหนังสือตักเตือนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วว่า ห้ามขาดงานแบบนี้อีกนะ ถ้าขาดงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแบบนี้อีก จะถูกเลิกจ้าง และไม่จ่ายค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎระเบียบและการดำเนินการทางวินัย
ส่วนกรณีที่เป็นความจำเป็นของลูกน้องที่จะขอลากิจ เพื่อไปจัดการงานศพของคุณแม่
อันนี้หัวหน้าก็ต้องอนุญาตให้เขาไปนะครับ
หัวหน้าจะไปเอาเรื่องพฤติกรรมไม่ดีของลูกน้องอื่น ๆ มาเหมารวมกับเรื่องนี้ไม่ได้ !!
ถ้าคิดแยกแยะได้แบบนี้ ปัญหาดราม่าระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องจะเกิดขึ้นน้อยลงครับ