ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 22 มิ.ย. เวลา 08.15 และอัพเดตล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น.
ทรัมป์โพสต์แจ้ง สหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านประสบความสำเร็จ นับเป็นการเข้าร่วมกับอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ต่อมาประธานาธิบดีสหรัฐแถลงใหญ่ระดับชาติ มีใจความยื่นคำขาดต่ออิหร่าน ขู่หากไม่สร้างสันติภาพตอนนี้ จะตามไล่ล่าเป้าหมายอื่นตามมาอีก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แจ้งข่าวเมื่อ 21 มิถุนายน เวลาท้องถิ่นว่า การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่านประสบความสำเร็จอย่างมาก รวมถึงที่ฟอร์โดว์ด้วย ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่แสดงว่าสหรัฐร่วมทำสงครามอิหร่าน

ในโพสต์บน Truth Social ทรัมป์กล่าวเสริมว่า เครื่องบินทุกลำกำลังเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย และแสดงความยินดีกับนักรบอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่และบอกอีกว่า ถึงเวลาแห่งสันติภาพแล้ว
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อิสราเอลและอิหร่านกำลังต่อสู้ทางอากาศมานานกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
อิสราเอลเปิดฉากโจมตีโดยระบุว่าต้องการกำจัดโอกาสที่อิหร่านจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ ว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ถูกใช้ในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเหตุระเบิดฐานนิวเคลียร์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ถูกส่งไปที่ฐานทัพกวมในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน เวลาท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่ามีกองกำลังอิสราเอลเข้าร่วมเหตุระเบิดครั้งล่าสุดนี้หรือไม่ ซึ่งการทิ้งระเบิดครั้งนี้ของสหรัฐทำให้สงครามขยายวงขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ โรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดว์เชื่อกันว่ามีบังเกอร์หรือปราการใต้ดินปกป้องที่แข็งแกร่งที่สุดของอิหร่านอยู่ใต้ดินลึกลงไปถึงราว 90 เมตร และถูกคุ้มครองด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย จึงต้องใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ชนิด GBU-57 หรือ Massive Ordnance Penetrator (MOP) ของสหรัฐ ซึ่งอิสราเอลไม่มี จึงจะสามารถทำลายได้และระเบิดชนิดนี้มีน้ำหนักกว่า 13,000 กิโลกรัม จึงต้องบรรทุกด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-2 ของสหรัฐเท่านั้น
ขณะที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านพิจารณาแผนปิดช่องแคบฮอร์มุซตอบโต้ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันร้อยละ 30 และ 20 ของตลาดโลกตามลำดับ
ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงยื่นคำขาดต่ออิหร่าน

ภายหลังโพสต์บนโซเชียลแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงต่อประชาชนเมื่อ 21 มิถุนายน เวลาราว 22.00 น.ระบุว่า สหรัฐทิ้งระเบิดโจมตีฐานนิวเคลียร์อิหร่านสำคัญ 3 แห่งได้แก่ ฟอร์โดว์ นาตันซ์ และเอสฟาฮาน และขู่ที่จะไล่ล่าเป้าหมายอื่น หากยังไม่เกิดสันติภาพ หากรัฐบาลอิหร่านไม่สร้างสันติภาพกับอิสราเอล
“สิ่งนี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ จะต้องมีสันติภาพหรือไม่ก็โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับอิหร่าน ซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าที่เราพบเห็นในช่วงแปดวันที่ผ่านมามาก จำไว้ว่ายังมีเป้าหมายอีกมากมาย คืนนี้ (21 มิถุนายน เวลาท้องถิ่น) เป็นคืนที่ยากที่สุดในบรรดาทั้งหมด และอาจเป็นคืนที่อันตรายที่สุดด้วยซ้ำ แต่หากสันติภาพไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะโจมตีเป้าหมายอื่นๆ ด้วยความแม่นยำ ความเร็ว และทักษะ เป้าหมายส่วนใหญ่สามารถกำจัดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที” ทรัมป์กล่าว
“เป้าหมายของเราคือการทำลายความสามารถในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านและหยุดยั้งภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่เกิดจากรัฐผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก คืนนี้ ผมสามารถรายงานให้โลกรู้ว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นความสำเร็จทางทหารที่ยอดเยี่ยม โรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ที่สำคัญของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น อิหร่าน ผู้รังแกตะวันออกกลาง ต้องทำสันติภาพในตอนนี้ หากไม่ทำ การโจมตีในอนาคตจะรุนแรงขึ้นมาก และง่ายขึ้นมาก” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
ทั้งนี้ การโจมตีฐานนิวเคลียร์ดังกล่าวทำให้สหรัฐเข้าสู่สงครามอิสราเอล-อิหร่านโดยตรง และความเป็นไปได้ในอนาคต คืออิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ราคาน้ำมันดิบอาจเกิน 130 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลแสดงความขอบคุณทรัมป์และกองทัพสหรัฐ :
“ในปฏิบัติการต่อต้านโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อคืนนี้ อเมริกาเหนือกว่าอย่างแท้จริง ได้ทำในสิ่งที่ประเทศอื่นใดในโลกไม่สามารถทำได้ ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้กระทำการเพื่อปฏิเสธระบอบการปกครองที่อันตรายที่สุดในโลก อาวุธที่อันตรายที่สุดในโลก” เนทันยาฮูกล่าว
อิหร่านมองสหรัฐบึ้ม ทำลายการทูต

องค์การพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านยืนยันการโจมตีโรงนิวเคลียร์ทั้งสามแห่ง
ตามที่สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลรายงาน องค์การพลังงานนิวเคลียร์อิหร่านระบุว่า เป็นการโจมตีที่โหดร้ายป่าเถื่อน เสริมว่า “องค์กรฯจะไม่อนุญาตให้การพัฒนาอุตสาหกรรมระดับชาติต้องหยุดชะงัก”
ด้านสถานีโทรทัศน์ทางการของอิหร่านระบุว่า บุคลากรในพื้นที่โรงนิวเคลียร์ถูกอพยพออกมาแล้ว
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า กรณีสหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านถือเป็น “การกระทำที่น่าขุ่นเคืองและจะส่งผลสืบเนื่องตลอดไป”
เขาอ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยบทบัญญัติเพื่อการป้องกันตนเองของชาติสมาชิก และกล่าวว่า อิหร่านขอสงวนสิทธิใช้ทางเลือกทั้งหมดเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตย ผลประโยชน์ และประชาชนของตน
“สัปดาห์ที่แล้ว เรากำลังเจรจากับสหรัฐ เมื่ออิสราเอลตัดสินใจทำลายการทูตดังกล่าว สัปดาห์นี้ เราได้เจรจากับ E3/EU เมื่อสหรัฐ ตัดสินใจทำลายการทูตดังกล่าว” อารักชี กล่าวผ่านทางเว็บไซต์ X ทั้งนี้ E3 หมายถึงการรวมกลุ่มทางการทูตอย่างไม่เป็นทางการของเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ
อ้างอิง :