Skip to content

มองแนวคิด ‘ความเท่าเทียม’ สู่ Pink Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

25 มิ.ย. 2568 | 18:25น.
มองแนวคิด ‘ความเท่าเทียม’ สู่ Pink Economy ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“ความเท่าเทียม” ไม่ได้เปลี่ยนแค่สังคม KTC ชวนนักวิชาการ-ภาคแรงงาน ร่วมเสวนา “Beyond Rainbow” สร้างความเข้าใจด้าน DEI (Diversity Equity และ Inclusion) สู่การผลักดันแนวคิด Pink Economy เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง ‘ความเท่าเทียม’ เป็นที่พูดถึงในสังคมไทย โดยเฉพาะสิทธิของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ในการที่จะมีสิทธิ์ทางกฎหมายและการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับคนทั่ว ๆ ไป

แต่นอกจากความเท่าเทียมในกลุ่ม LGBTQ+ แล้ว ยังมีอีกหลายกลุ่มคนในสังคมที่ถูกมองข้าม ทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ ที่อาจเข้าไม่ถึงโอกาส ในวันที่สังคมโลกเปลี่ยนไปมาก ตลาดแรงงานมีการปรับเปลี่ยนในทุกวัน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำ

อย่างไรก็ดี การสร้างความเท่าเทียม นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านสังคม ยังมีข้อมูลว่า ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการจ้างงาน จนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่

เวทีเสวนา “Beyond Rainbow” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ซึ่งจัดโดย บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) มีการชวนภาคแรงงาน นักวิชาการ พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องของ ‘ความเท่าเทียม’ รวมถึงมองไปข้างหน้าในการสร้าง Pink Economy เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สร้างพื้นฐานตั้งแต่ห้องเรียน ช่วยเข้าใจในโลกการทำงาน

รศ.โรจน์ คุณเอนก อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อดีตรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความท้าทายของสังคมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของความหลากหลาย แต่คือการขาดความเข้าใจต่อความหลากหลาย

รศ.โรจน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายในปัจจุบัน หลายคนยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมที่มองเพียงแค่ชาย หรือหญิง ขณะที่โลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันมีมิติมากกว่านั้น

ดังนั้น การปลูกฝังความเข้าใจเรื่องความหลากหลายจึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียน เพราะเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นการวางรากฐานสำหรับการใช้ชีวิตจริงในสังคม และในโลกของการทำงาน ซึ่งแนวทาง DEI เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าวได้อย่างดียิ่ง 

ทั้งนี้ แนวคิด DEI ประกอบด้วย

  • Diversity (ความหลากหลาย) : มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกให้นักศึกษาตระหนักและให้คุณค่ากับความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิต รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยและความเข้าใจในด้านเพศสภาพ
  • Equity (ความเท่าเทียม) : ธรรมศาสตร์เชื่อว่าทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยบางคณะได้ริเริ่มจัดตั้งห้องน้ำแห่งความเสมอภาคที่ทุกเพศสามารถใช้งานร่วมกันได้
  • Inclusion (การมีส่วนร่วม) : ส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมและสร้างพื้นที่สาธารณะของมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การวางรากฐานเรื่องความหลากหลายในสถาบันการศึกษา ถือเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติเมื่อเข้าสู่โลกการทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของกลุ่มความหลากหลายนี้ หรือ Pink Economy

รศ.โรจน์ คุณเอนก อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อดีตรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘สิงคโปร์’ ชู DEI เป็นรากฐานสังคม

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ นักเล่าเรื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก และภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า  แก่นแท้ของวิชาประวัติศาสตร์คือการกำหนดความรับรู้ของผู้คนผ่านเรื่องเล่า เมื่อเนื้อหาหลักยังละเลยกลุ่มชายขอบเช่น แรงงานผู้หญิง หรือ LGBTQ+ จึงจำเป็นต้องมีการทบทวน ปรับปรุง และเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อสร้างการมองเห็น และยอมรับความหลากหลายอย่างเท่าเทียม 

ประเทศสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ คุณากร ยกขึ้นมา โดยถือเป็นตัวอย่างของการวางรากฐานการเท่าเทียมที่สำคัญเช่น การที่รัฐบาลสิงคโปร์ยกเลิกกฎหมายมาตรา 377A ซึ่งกำหนดโทษสำหรับความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนมกราคมปี 2566

ถึงแม้รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์จะกำหนดว่าการสมรสที่กฎหมายยอมรับ ยังคงเป็นเรื่องระหว่างพลเมืองเพศชายกับเพศหญิงเท่านั้น แต่การไม่มองว่าความสัมพันธ์ทางเพศอันหลากหลายเป็นความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายอีกต่อไป ถือเป็นหลักประกันถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ และจะนำไปสู่ความเท่าเทียมในมิติอื่นๆ ได้ในอนาคต ซึ่งหากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายอย่างแท้จริงต้องเริ่มจากระบบการศึกษาโดยเฉพาะการออกแบบหลักสูตร ที่ควรปลูกฝังความเข้าใจตั้งแต่วัยเด็ก

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ นักเล่าเรื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก และภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดแรงงาน ยังเจอ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส’

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดแรงงานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยมีสาเหตุจากการที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพล และทดแทนแรงงานบางประเภท นอกจากนี้ความต้องการด้านทักษะแรงงานใหม่ การทำงานแบบยืดหยุ่นกลายเป็นมาตรฐานของการทำงานยุคใหม่ที่หลายคนต้องการ

แต่สิ่งที่ยังเป็นความท้าทายด้านแรงงานคือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหลากหลาย เช่น กลุ่ม LGBTQ+ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มผู้พิการที่ยังถูกมองข้าม

ข้อมูลเชิงลึกจาก JobsDB พบว่า กลุ่มผู้สมัครงานที่มีความหลากหลายยังรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่มีการประกาศหรือสื่อสารนโยบายด้าน DEI – Diversity (ความหลากหลาย) Equity (ความเท่าเทียม) และ Inclusion (การมีส่วนร่วม) อย่างชัดเจน และในการประกาศรับสมัครงานแต่ละครั้งหลายบริษัทยังมีอคติแฝง เช่น คำที่สะท้อนถึงอายุ เพศ หรือภาพลักษณ์

หนึ่งในตัวอย่างที่หลายคนอาจจะเห็นชัด คือ การกำหนดอายุผู้สมัครงาน ไม่เกิน 35 ปี ซึ่งอาจจะเป็นการตัดโอกาสในการรับแรงงานที่มีประสบการณ์ มีความสามารถ แต่อายุไม่เข้าเกณฑ์

JobsDB ให้คำแนะนำว่า องค์กรควรเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระบบรับสมัครงาน โดยใช้ภาษาที่เป็นกลาง หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถ เช่น เพศ อายุ หรือสถานภาพสมรส รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยเขียนประกาศรับสมัครงาน (Job Ad Writing Tool) เพื่อช่วยลดอคติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และนำไปสู่การได้พนักงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

พนักงาน KTC ยก ‘ความเท่าเทียม’ 1 ใน 3 ที่พึงพอใจสูงสุด

ปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน KTC มีพนักงานประมาณ 1,800 คน โดย 70% เป็นเพศหญิง และกว่า 70% อยู่ในกลุ่ม Gen Y ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญในการใช้แนวทาง DEI ดูแลพนักงานในองค์กรในทุกมิติ ทั้งทางกายภาพและจิตใจ โดยมีการปรับปรุงสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามความต้องการของพนักงาน พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในฐานะ Trusted Organization และเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็น

พนักงานทุกคนได้รับสิทธิ์เข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียมโดยไม่จำกัดเพศ นอกจากนี้ยังเปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกระดับมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้โดยไม่จำกัด เช่น การเปิดรับฟังความคิดเห็นในองค์กรของพนักงานทุกคน หรือเมื่อมี CEO LIVE Talk พนักงานสามารถถามคำถามกับซีอีโอได้โดยไม่ถูกปิดกั้น โดยมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Junior Speak First การให้โอกาสพนักงานที่เด็กกว่า ได้แสดงความคิดเห็นก่อน

รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ การฝึกอบรม โดยไม่จำกัดระดับชั้น เพศ วัย นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้หญิงได้มีโอกาสเป็นผู้นำในตำแหน่งสูงสุด และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอีกด้วย 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2560 KTC ได้ทำการสำรวจความผูกพันธ์ของพนักงานต่อองค์กร (Employee Engagement) โดยร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาภายนอก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้รับจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

โดยผลสำรวจล่าสุดในปี 2567 พบว่าคะแนนภาพรวมขององค์กรปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา และหัวข้อ Diversity & Inclusion เป็น 1 ใน 3 หมวดที่พนักงานรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปิดรับความหลากหลายด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ ภาษา การศึกษา และแนวคิด เป็นสิ่งที่ถูกฝังรากไว้ในวัฒนธรรมองค์กรของเคทีซีอย่างแท้จริง

ปิยะสุดา ยังกล่าวอีกว่า แนวทางของ KTC ในการสร้างความเท่าเทียมทางสวัสดิการและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับความหลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมยุคใหม่ที่มองความหลากหลายไม่ใช่เพียงแค่การยอมรับแต่เป็นการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

ปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC)

โอกาสก้าวสู่ศูนย์กลาง ‘Pink Economy’

คุณากร ระบุว่า การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีผลบังคับใช้ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ หรือเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) ในระดับภูมิภาคได้ โดยเฉพาะในภาคบริการที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะกลุ่มมากขึ้นเช่น การจัดงานเทศกาล โรงแรม ที่พัก รวมถึงการขยายไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเช่น การแพทย์ ความงาม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย และมีกำลังซื้อสูง 

อย่างไรก็ตามการทำให้เศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) เติบโต ภาครัฐต้องทำงานเชิงลึกร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในฐานะฮับของความหลากหลายในระดับภูมิภาค เช่นมาตรการด้านความปลอดภัย รวมทั้งอำนวยความสะดวก และสร้างแรงจูงใจในให้บริษัทที่มีสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับกลุ่ม LGBTQ+ เข้ามาตั้งสำนักงาน และการผลิตในประเทศไทย

ขณะที่ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  (สสปท.)​​ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ DEI ไม่ได้หมายถึงการยอมรับ แต่คือ การข้ามเส้นแบ่งอคติแห่งความเป็น “เขา” และ “เรา”อันเปราะบางการเคารพในสิทธิของความเป็นมนุษย์ และความเป็นอื่นในมิติอัตลักษณ์ที่ซับซ้อน ที่ไม่ใช่ความต่างเพียงแค่เพศสภาพแต่หมายถึงประสบการณ์มวลรวมของชีวิตที่หลากหลายของแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน

ดร.ศศดิศ ชูชนม์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  (สสปท.)​​