“ภูมิธรรม” สั่งลาย้ายกระทรวง คุย ผบ.เหล่าทัพรายคนหลายชั่วโมง ขอบคุณทำงานร่วมกัน ไฟเขียวหนุนโครงการอาวุธค้างท่อ ย้ำในที่ประชุมสภากลาโหม สรุปผลงานในรอบ 1 ปี
ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมสภากลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เชิญ ผบ.เหล่าทัพแต่ละคนพูดคุยเป็นส่วนตัวที่ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพอากาศ ได้แก่ พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาทหารสูงสุด พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพลอากาศเอกพันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมขอบคุณที่ได้ทำงานร่วมกันมา และยืนยันการสนับสนุนโครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพที่ค้างอยู่ ซึ่งแม้การปรับ ครม.ไม่ได้นั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม แต่ก็ยังรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงในภาพรวมอยู่
ต่อมานายภูมิธรรมกล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ที่กองทัพอากาศ ซึ่งใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยแยกเป็นวงประชุมใหญ่และวงประชุมเล็ก ว่า ไม่ได้เป็นการประชุมวงเล็ก แต่เป็นการคุยกับ ผบ.เหล่าทัพทีละคน ก็ไม่มีอะไร แต่คงจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเกิดขึ้น จึงขอบคุณทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกันมาอย่างดี มีอะไรก็ยังช่วยกันได้อยู่ เพราะตนก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้เป็นอะไร จึงถือโอกาส
ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลง หากมีการประชุมสภากลาโหมครั้งหน้าเดือนกรกฎาคม ก็อาจจะไม่ได้เจอกัน จึงลากันเผื่อไว้ แต่ถ้าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังทำงานร่วมกันได้ จึงขอบคุณเหล่าทัพที่ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานอย่างดี และขอบคุณทุกท่าน ดีใจที่มีโอกาสมาทำงานที่กระทรวงกลาโหม อะไรที่ยังช่วยได้ถ้ายังอยู่ในรัฐบาลก็ยินดี
เมื่อถามย้ำว่า มีการสั่งลาอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่ได้มีการสั่งลาพิเศษ คือการเมืองมันไม่แน่นอน ขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลง ทุกคนได้เขียนรายละเอียดยืนยันประวัติไปแล้ว อะไรที่เกิดก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น จึงพูดไว้เป็นสองทาง ว่าถ้าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ก็ขอบคุณทุกอย่างที่ได้ช่วยเหลือมา ซึ่งการมาทำงานที่นี่ได้เรียนรู้อะไรหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่ตนไม่เคยเข้าใจก็ได้เข้าใจ และเห็นว่ากองทัพทุกเหล่าทำงานเต็มที่ และทุ่มเท ขอให้ทำเต็มที่อย่างนี้ต่อไป เพื่อเกิดประโยชน์กับประเทศ
เมื่อถามว่าเป็นการส่งสัญญาณหรือไม่ว่าจะย้ายไปสู่กระทรวงอื่น นายภูมิธรรม กล่าวว่าไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณ แต่เป็นการพูดตามปกติที่จะมีการเปลี่ยนแปลง
เมื่อถามย้ำว่าการส่งประวัติคือการย้ายกระทรวงหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า “เปล่าครับ ท่านให้กรอกรายละเอียดทุกคน เพราะส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ เพียงแต่จะอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง และเดี๋ยวนี้มีกระบวนการมากในการตรวจสอบประวัติ ปกติ 2-3 วันก็จบแล้ว ตอนนี้ต้องไปตรวจสอบอีกหลายที่ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องทำงาน จึงอยากให้ทุกอย่างพร้อมเร็ว ทุกคนที่ทำงานมาก็ทำได้หมด”
เมื่อถามว่า ใจหายหรือไม่ เพราะคุมทหารมา อาจจะต้องไปคุม อส. นายภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ไปถึงขนาดนั้น อย่าถามขนาดนั้น ถึงเวลาที่ต้องจากก็จาก ถ้ายังต้องทำงานอยู่ก็เต็มใจและทำงานด้วยความเต็มใจ
ส่วนโครงการต่าง ๆ ของกองทัพที่ยังค้างอยู่ ได้มีการเซ็นทิ้งทวนหรือไม่ นายภูมิธรรมร้องโอ้โห พร้อมบอกว่า “ฟังคำพูดนี้ดูเหมือนจะทิ้งทวน ผมเป็นคนที่มาและพร้อมที่จะทำงานในสิ่งที่ค้าง แล้วก็ได้ทำมาตลอด อะไรที่ยังค้างอยู่และทำได้ต่อผมทำไป อะไรที่ยังไม่จบ ก็เตรียมสรุปงานและเสนอส่ง ใครที่มาก็จะได้ส่งต่อ และอยากให้ทำต่อยังไง ก็พูดไว้ทั้ง 2 ทาง เพราะยังไม่รู้อนาคต”
เมื่อถามว่ามีโครงการไหนที่เซ็นไปบ้างแล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่าอยู่ระหว่างเซ็นเยอะ ส่วนเรื่องเรือดำน้ำ ตนพูดไปแล้ว ก็จะเอาให้จบ สำหรับโครงการเครื่องบินกริพเพนก็อยู่ในแผนแล้ว แต่จะจบเมื่อไหร่ จบอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ส่วนจะจบในสมัยตน หรือให้รัฐมนตรีคนอื่นมาทำต่อ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของตนเร็วเท่าไหร่ หากกลับไปคืนนี้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตนก็ไม่ต้องเซ็นอะไร แต่ถ้ายังไม่มี ก็ทำงานต่อ
เมื่อถามย้ำถึงโครงการเรือดำน้ำ จะส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่าทุกอย่างมีความพร้อมอยู่แล้ว เหตุผล หลักฐาน และองค์ประกอบพร้อม ตนก็พร้อมเซ็น ตอนนี้ก็รอให้หลักฐานเหมาะสม และเหตุผลที่จะมาสนับสนุนการตัดสินใจพร้อม เพราะตนไม่อยากให้อะไรค้างคา เพราะการปรับยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือก็จะติดค้างอยู่ตรงนี้ อย่างการซื้อเรือมันควรจะเป็นหลายลำ แต่เราก็ต้องบีบไว้ เพราะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายจะมีเท่าไหร่ ถ้าเราตัดสินใจเดินหน้าต่อ เราก็ยังต้องใช้อะไรอีกหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องค้างคา ถ้าทำได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ส่วนจะทันการปรับ ครม.หรือไม่นั้น นายภูมิธรรมยอมรับว่าก็ไม่รู้ว่าจะปรับเมื่อไหร่ แต่ตนพร้อมเซ็น ถ้าหลักฐานส่งขึ้นมาก็พร้อม ซึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้คือคำยืนยันต่าง ๆ ที่ต้องชัดเจน การตอบก็ต้องเป็นทางการ เพราะตนจะใช้ความเชื่อหรือการได้ยินได้ฟังมาไม่ได้ มันต้องมีหลักฐาน
