เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้ามไหล่ “อนุทิน 2/1” 
Columns อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้ามไหล่ “อนุทิน 2/1” 
ศึก กสทช. ซีซั่น 2 ผวาลูกหลง ‘วินัย-อาญา’
Tech ศึก กสทช. ซีซั่น 2 ผวาลูกหลง ‘วินัย-อาญา’
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
Economic ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
World 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
“ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
Business “ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
เศรษฐกิจภูมิภาค ​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
Economic ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
ดูทั้งหมด

ตรวจการบ้าน พิชัย เจรจาลดภาษีตอบโต้ทรัมป์ แจง 5 ข้อเสนอใหม่มีอะไรบ้าง

01 ก.ค. 2568 | 18:01น.
พิชัย ชุณหวชิร

ใกล้จะถึงกำหนด “เส้นตาย” ในการเก็บภาษีตอบโต้เข้ามาทุกที คณะผู้แทนไทยดูเหมือนจะเป็นประเทศท้าย ๆ ที่ได้เปิดเจรจากับ USTR แม้จะเป็นการเจรจาในระดับผู้แทนรอบแรก แต่ก็มีสัญญาณว่า จะเป็นไปในทิศทางบวก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า สหรัฐอาจจะขยายระยะเวลาการเก็บภาษีตอบโต้ออกไปอีก

เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันก็จะครบกำหนด “เส้นตาย” ในการเจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐแล้ว โดยประเทศไทยจะถูกปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ 2 ส่วน ได้แก่

การเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) ร้อยละ 10 ซึ่งสหรัฐเรียกเก็บจากทุกประเทศอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งไทย กับ การเก็บภาษีเพิ่มเติม (Additional) กับประเทศต่าง ๆ ที่ “เกินดุล” การค้ากับสหรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในอัตราสูงถึงร้อยละ 36 (จากการคำนวณ Tariffs Charged เฉพาะส่วนของประเทศไทยที่ 72%) หากไม่สามารถเจรจากับสหรัฐได้ทันตามกำหนดหรือหลังวันที่ 8 ก.ค.นี้

โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด หลังจากที่มีการเสนอ “กรอบ” ในการหารือผ่านการยื่นข้อเสนอทางออนไลน์ระหว่างคณะเจ้าหน้าที่ไทย-สหรัฐมาก่อนหน้านี้แล้ว นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย (ทีมไทยแลนด์) มีนัดหมายจะหารือกับ Mr.Jamieson Green ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นครั้งแรกในวันที่ 3 ก.ค.นี้

โดยฝ่ายไทยต้องการที่จะ 1) เจรจาลดภาษีตอบโต้ทางการค้า (36%) ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือ 2) หากจะต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จริง ๆ อัตราภาษีที่จะเรียกเก็บจากไทยก็ไม่ควรที่จะสูงกว่าอัตราภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐบนพื้นฐานเดียวกัน

ทั้งนี้การที่ไทยจะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal) สูงถึง 36% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากไทยเป็นฝ่าย “ได้ดุล” การค้าสหรัฐติดต่อกันมาหลายปี โดยไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ เฉพาะปี 2567 ไทยมีการส่งสินค้าออกไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 54,956 ล้านเหรียญ และ นำเข้าสินค้าสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 19,528 ล้านเหรียญ หรือ เท่ากับไทยเป็นฝ่าย “เกินดุล” การค้าสหรัฐอยู่ 35,427 ล้านเหรียญ กลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยภายใต้คำถามของสหรัฐที่ว่า จะมีมาตรการหรือข้อเสนอใดที่ไทยจะลดตัวเลขที่เกินดุลการค้าสหรัฐให้ลดลงในระดับที่สหรัฐ “พอใจ” ได้บ้าง

ก่อนหน้านี้ คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐ ได้จัดทำ “ข้อเสนอ 5 ข้อ” ด้วยความเชื่อที่ว่า ไทย และ สหรัฐ จะเจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ภายใต้ความร่วมมือเพื่อที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่ถูกเปิดเผยออกมา ได้แก่

1) ความเป็นหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมแปรรูป-เทคโนโลยีดิจิทัล การลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในเรื่องของภาษีและมิใช่ภาษีระหว่างกัน 2) การนำเข้าสินค้าของสหรัฐมากขึ้นใน กลุ่มพลังงาน สินค้าเกษตร และ อื่น ๆ 3) การเปิดตลาดสินค้าเกษตรในกลุ่มผักผลไม้-อาหารสัตว์ 4) การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และ 5) การส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในสหรัฐ อาทิ กลุ่มเกษตร พลังงาน/ไฟฟ้า

โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่เสนอไปยังสหรัฐในรายละเอียดที่จะต้องเจรจากันจะครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลี (ยกเลิกสัดส่วน 3:1) เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% และ ลดภาษีนำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) จาก 9% เหลือ 0%

การทบทวนภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐด้วยการลดภาษี MFN ลงเหลือ 14% ในสินค้า 11,000 รายการ , การลด/ยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers) ในสินค้าหลายรายการ ทั้งในหมวดปศุสัตว์/นม สินค้าเกษตร ไม้ เอทานอล สิ่งทอ ยา

การบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าจีน ที่เจ้ามาใช้ถิ่นกำเนิดไทยส่งเข้าสหรัฐ โดย กรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำการขึ้นบัญชีสินค้าแอบอ้างถิ่นกำเนิดไว้ 49 รายการและกำลังเพิ่มรายการเข้าไปอีก 5 กลุ่มสินค้า ในขณะที่ BOI กำลังเพิ่มเกณฑ์การแปรสภาพวัตถุดิบที่จะขอรับส่งเสริมการลงทุนต้องมีการเปลี่ยนพิกัดถึง 4 หลัก

และการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐ อาทิ โครงการอะแลสกา ไทยมีข้อเสนอที่จะซื้อก๊าซ LNG จากโครงการนี้ประมาณ 2-3 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามในระหว่างการหารือระหว่างคณะผู้แทนเจรจาไทย กับ สำนักงานผู้แทนการค้าสกรัฐ(USTR) ครั้งล่าสุดผ่านทางระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ก่อนหน้าที่ นายพิชัย ชุุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเดินทางไปเจรจานัดแรกกับ Mr.Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR) ในวันที่ 3 ก.ค.นี้นั้น

ทาง USTR ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ 5 ข้อหลักเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมดุลการค้าระหว่างกัน” ประกอบไปด้วย 1) การใช้มาตรการทางภาษีและโควตา 2) มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barrier : NTB) 3) การบริหารจัดการข้อมูลทางการค้าดิจิทัลระหว่าง 2 ประเทศ(Digital Trade) 4) แหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins) และ 5) มาตรการด้านความมั่นคงของกิจการภายในประเทศด้านเศรษฐกิจ (Economic and National Security)

“USTR ต้องการให้ฝ่ายไทยยื่นข้อเสนอเบื้องต้นตามกรอบข้อเสนอใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเข้าใจว่า จะเป็นรายละเอียดที่นายพิชัยจะต้องนำไปเจรจากับ USTR ในครั้งนี้เพิ่มเติมจากข้อเสนอ 5 ข้อเดิมที่มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ รวมไปถึง การซื้อเครื่องบิน และ อาวุธจากสหรัฐด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

มีรายงานข่าวจากบริษัทการบินไทยถึงแผนการจัดซื้อเครื่องบินของประเทศไทยว่า บริษัทได้ทำสัญญากับ บริษัทโบอิ้ง และ บริษัทจีอี แอโรสเปซ เรื่องการจัดหาเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner ลำใหม่ จำนวน 45 ลำ พร้อมเครื่องยนต์ GEnx รวมทั้งสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม (Option Order) สูงสุดรวมเป็น 80 ลำ ในงานสิงคโปร์แอร์โชว์ 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์ไปตั้งแต่ต้นปี 2567 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นบนฐานความร่วมมืออันยาวนานของการบินไทยและโบอิ้ง

โดย นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการบินไทยที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝูงบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการเดินทางกับการบินไทย ซึ่งเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner จะเข้าประจำการในฝูงบินภายใต้กรอบระยะเวลา 10 ปี โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปี 2570 เป็นต้นไป

โดยสัญญาการจัดหาเครื่องบินใหม่ดังกล่าวเป็นข้อตกลงแบบการจองสล็อตในการผลิต ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า สุดท้ายแล้ววิธีการได้มาจะเป็นในรูปแบบการเช่า หรือ เช่าซื้อ ซึ่งในเงื่อนไขยังมีความยืดหยุ่นอยู่ที่สถานะของการบินไทยเวลานั้น ซึ่งบริษัทฯ ยังมีเวลาตัดสินใจอีก 2-3 ปีก่อนรับมอบเครื่องบิน แต่ล่าสุดการบินไทยได้โอนเงินบางส่วนไปเป็นค่ามัดจำเรียบร้อยแล้ว

ส่วนการจัดซื้ออาวุธ อันเป็น 1 ในข้อเสนอนั้น ที่ผ่านมาไทยได้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐทุกปี เฉพาะเดือนมกราคม-มีนาคมที่ผ่านมาก็มีรายการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐประกอบไปด้วย พิกัด 8710 รถถังและยานรบหุ้นเกราะอื่น ๆ , พิกัด 93 อาวุธและกระสุน , พิกัด3603 สายชนวนจุดระเบิด ชนวนระเบิด แก๊ป , พิกัด 3602 วัตถุระเบิด และ พิกัด 3601 ดินขับ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 303 ล้านเหรียญ ซึ่งสหรัฐอาจจะต้องการคำมั่นสัญญาจากฝ่ายไทยว่า จะมีการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่านี้

สำหรับข้อเสนอข้อที่ 3 ในเรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลทางการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศ หรือ Digital Trade นั้นที่ผ่านมาในรายงาน National Trade Estimate ปี 2025 ได้ระบุถึงกรณีประเทศไทยถึงความกังวลเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Act) ในส่วนของบริการออนไลน์ (แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ) ที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นโดยไม่มีการคุ้มครองด้วย IP

เนื่องจากภายใต้ พรบ .ได้ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการควบคุมเนื้อหาออนไลน์ที่กว้างขวางจนอาจเป็นการ “จำกัด” กิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดชอบสำหรับผู้ให้บริการออนไลน์ (แพลตฟอร์ม) เกี่ยวกับเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นโดยไม่มีการคุ้มครอง IP หากมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการลบเนื้อหาบางส่วนภายในระยะเวลาที่กำหนด จนผู้ให้บริการอาจถูกปรับและถูกปฏิบัติเหมือนว่า มีสร้างเนื้อหาที่ทำให้เกิดความผิดขึ้นมาเอง

โดยความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลสัญญาชาติสหรัฐฯ แสดงออกมาชัดเจน จากกรณี ล่าสุด ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังได้ออก พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2566 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่มีเจตนาที่จะสกัดแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ ทว่าอำนาจในการเรียกชดใช้ความเสียหายครอบคลุมถึง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และที่สำคัญ คือ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” หากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

เรื่องนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานทูตสหรัฐได้ส่งหนังสือแสดงความกังวลว่า พระราชกำหนดดังกล่าวจะกระทบการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐที่ให้บริการกับประชาชนในประเทศไทย

“ข้อกังวลดังกล่าวส่งมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2568 หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.อาชญากรรมออนไลน์ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้กระทบอะไร และไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแก้ไขร่าง ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐบาลที่ต้องเร่งกำหนดมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบกับประชาชน” รมว.ดีอีกล่าว

ต่อมา กระทรวงดีอีได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก. เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการร่วมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : US-ABC) แล้ว โดยมีหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) TikTok Facebook Thailand และ LINE โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ และส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐได้ประกาศจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้(Reciprpcal Tariffs) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังครบ 90 วันในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ทางกระทรวงดีอีได้มีการหยิบยกประเด็นการทบทวนแนวทางการขึ้นภาษีแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการประชุมผู้บริหารระดับสูง (TopEx) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าที่แพลตฟอร์ม OTT (ตัวอย่างเช่น Netflix และ Youtube) ซึ่งมีคนไทยใช้บริการจำนวนมาก โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ดำเนินการศึกษาในด้าน Digital Services Tax สำหรับแพลตฟอร์ม OTT ด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

USTR ภาษีสหรัฐ