ใกล้จะถึงกำหนด “เส้นตาย” ในการเก็บภาษีตอบโต้เข้ามาทุกที คณะผู้แทนไทยดูเหมือนจะเป็นประเทศท้าย ๆ ที่ได้เปิดเจรจากับ USTR แม้จะเป็นการเจรจาในระดับผู้แทนรอบแรก แต่ก็มีสัญญาณว่า จะเป็นไปในทิศทางบวก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า สหรัฐอาจจะขยายระยะเวลาการเก็บภาษีตอบโต้ออกไปอีก
เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันก็จะครบกำหนด “เส้นตาย” ในการเจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐแล้ว โดยประเทศไทยจะถูกปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ 2 ส่วน ได้แก่
การเก็บภาษีขั้นต่ำ (Baseline) ร้อยละ 10 ซึ่งสหรัฐเรียกเก็บจากทุกประเทศอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งไทย กับ การเก็บภาษีเพิ่มเติม (Additional) กับประเทศต่าง ๆ ที่ “เกินดุล” การค้ากับสหรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในอัตราสูงถึงร้อยละ 36 (จากการคำนวณ Tariffs Charged เฉพาะส่วนของประเทศไทยที่ 72%) หากไม่สามารถเจรจากับสหรัฐได้ทันตามกำหนดหรือหลังวันที่ 8 ก.ค.นี้
โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด หลังจากที่มีการเสนอ “กรอบ” ในการหารือผ่านการยื่นข้อเสนอทางออนไลน์ระหว่างคณะเจ้าหน้าที่ไทย-สหรัฐมาก่อนหน้านี้แล้ว นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย (ทีมไทยแลนด์) มีนัดหมายจะหารือกับ Mr.Jamieson Green ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นครั้งแรกในวันที่ 3 ก.ค.นี้
โดยฝ่ายไทยต้องการที่จะ 1) เจรจาลดภาษีตอบโต้ทางการค้า (36%) ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือ 2) หากจะต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จริง ๆ อัตราภาษีที่จะเรียกเก็บจากไทยก็ไม่ควรที่จะสูงกว่าอัตราภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐบนพื้นฐานเดียวกัน
ทั้งนี้การที่ไทยจะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal) สูงถึง 36% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากไทยเป็นฝ่าย “ได้ดุล” การค้าสหรัฐติดต่อกันมาหลายปี โดยไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ เฉพาะปี 2567 ไทยมีการส่งสินค้าออกไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 54,956 ล้านเหรียญ และ นำเข้าสินค้าสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 19,528 ล้านเหรียญ หรือ เท่ากับไทยเป็นฝ่าย “เกินดุล” การค้าสหรัฐอยู่ 35,427 ล้านเหรียญ กลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไทยภายใต้คำถามของสหรัฐที่ว่า จะมีมาตรการหรือข้อเสนอใดที่ไทยจะลดตัวเลขที่เกินดุลการค้าสหรัฐให้ลดลงในระดับที่สหรัฐ “พอใจ” ได้บ้าง
ก่อนหน้านี้ คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐ ได้จัดทำ “ข้อเสนอ 5 ข้อ” ด้วยความเชื่อที่ว่า ไทย และ สหรัฐ จะเจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ภายใต้ความร่วมมือเพื่อที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่ถูกเปิดเผยออกมา ได้แก่
1) ความเป็นหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมแปรรูป-เทคโนโลยีดิจิทัล การลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในเรื่องของภาษีและมิใช่ภาษีระหว่างกัน 2) การนำเข้าสินค้าของสหรัฐมากขึ้นใน กลุ่มพลังงาน สินค้าเกษตร และ อื่น ๆ 3) การเปิดตลาดสินค้าเกษตรในกลุ่มผักผลไม้-อาหารสัตว์ 4) การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และ 5) การส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในสหรัฐ อาทิ กลุ่มเกษตร พลังงาน/ไฟฟ้า
โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่เสนอไปยังสหรัฐในรายละเอียดที่จะต้องเจรจากันจะครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลี (ยกเลิกสัดส่วน 3:1) เพิ่มการนำเข้าข้าวโพด ลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% และ ลดภาษีนำเข้ากากข้าวโพด (DDGS) จาก 9% เหลือ 0%
การทบทวนภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐด้วยการลดภาษี MFN ลงเหลือ 14% ในสินค้า 11,000 รายการ , การลด/ยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers) ในสินค้าหลายรายการ ทั้งในหมวดปศุสัตว์/นม สินค้าเกษตร ไม้ เอทานอล สิ่งทอ ยา
การบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าจีน ที่เจ้ามาใช้ถิ่นกำเนิดไทยส่งเข้าสหรัฐ โดย กรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำการขึ้นบัญชีสินค้าแอบอ้างถิ่นกำเนิดไว้ 49 รายการและกำลังเพิ่มรายการเข้าไปอีก 5 กลุ่มสินค้า ในขณะที่ BOI กำลังเพิ่มเกณฑ์การแปรสภาพวัตถุดิบที่จะขอรับส่งเสริมการลงทุนต้องมีการเปลี่ยนพิกัดถึง 4 หลัก
และการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐ อาทิ โครงการอะแลสกา ไทยมีข้อเสนอที่จะซื้อก๊าซ LNG จากโครงการนี้ประมาณ 2-3 ล้านตัน
อย่างไรก็ตามในระหว่างการหารือระหว่างคณะผู้แทนเจรจาไทย กับ สำนักงานผู้แทนการค้าสกรัฐ(USTR) ครั้งล่าสุดผ่านทางระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ก่อนหน้าที่ นายพิชัย ชุุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเดินทางไปเจรจานัดแรกกับ Mr.Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐ(USTR) ในวันที่ 3 ก.ค.นี้นั้น
ทาง USTR ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ 5 ข้อหลักเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมดุลการค้าระหว่างกัน” ประกอบไปด้วย 1) การใช้มาตรการทางภาษีและโควตา 2) มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barrier : NTB) 3) การบริหารจัดการข้อมูลทางการค้าดิจิทัลระหว่าง 2 ประเทศ(Digital Trade) 4) แหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins) และ 5) มาตรการด้านความมั่นคงของกิจการภายในประเทศด้านเศรษฐกิจ (Economic and National Security)
“USTR ต้องการให้ฝ่ายไทยยื่นข้อเสนอเบื้องต้นตามกรอบข้อเสนอใหม่ของสหรัฐ ซึ่งเข้าใจว่า จะเป็นรายละเอียดที่นายพิชัยจะต้องนำไปเจรจากับ USTR ในครั้งนี้เพิ่มเติมจากข้อเสนอ 5 ข้อเดิมที่มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ รวมไปถึง การซื้อเครื่องบิน และ อาวุธจากสหรัฐด้วย” แหล่งข่าวกล่าว
มีรายงานข่าวจากบริษัทการบินไทยถึงแผนการจัดซื้อเครื่องบินของประเทศไทยว่า บริษัทได้ทำสัญญากับ บริษัทโบอิ้ง และ บริษัทจีอี แอโรสเปซ เรื่องการจัดหาเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner ลำใหม่ จำนวน 45 ลำ พร้อมเครื่องยนต์ GEnx รวมทั้งสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม (Option Order) สูงสุดรวมเป็น 80 ลำ ในงานสิงคโปร์แอร์โชว์ 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์ไปตั้งแต่ต้นปี 2567 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นบนฐานความร่วมมืออันยาวนานของการบินไทยและโบอิ้ง
โดย นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการบินไทยที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝูงบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการเดินทางกับการบินไทย ซึ่งเครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner จะเข้าประจำการในฝูงบินภายใต้กรอบระยะเวลา 10 ปี โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปี 2570 เป็นต้นไป
โดยสัญญาการจัดหาเครื่องบินใหม่ดังกล่าวเป็นข้อตกลงแบบการจองสล็อตในการผลิต ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า สุดท้ายแล้ววิธีการได้มาจะเป็นในรูปแบบการเช่า หรือ เช่าซื้อ ซึ่งในเงื่อนไขยังมีความยืดหยุ่นอยู่ที่สถานะของการบินไทยเวลานั้น ซึ่งบริษัทฯ ยังมีเวลาตัดสินใจอีก 2-3 ปีก่อนรับมอบเครื่องบิน แต่ล่าสุดการบินไทยได้โอนเงินบางส่วนไปเป็นค่ามัดจำเรียบร้อยแล้ว
ส่วนการจัดซื้ออาวุธ อันเป็น 1 ในข้อเสนอนั้น ที่ผ่านมาไทยได้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐทุกปี เฉพาะเดือนมกราคม-มีนาคมที่ผ่านมาก็มีรายการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐประกอบไปด้วย พิกัด 8710 รถถังและยานรบหุ้นเกราะอื่น ๆ , พิกัด 93 อาวุธและกระสุน , พิกัด3603 สายชนวนจุดระเบิด ชนวนระเบิด แก๊ป , พิกัด 3602 วัตถุระเบิด และ พิกัด 3601 ดินขับ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 303 ล้านเหรียญ ซึ่งสหรัฐอาจจะต้องการคำมั่นสัญญาจากฝ่ายไทยว่า จะมีการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่านี้
สำหรับข้อเสนอข้อที่ 3 ในเรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลทางการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศ หรือ Digital Trade นั้นที่ผ่านมาในรายงาน National Trade Estimate ปี 2025 ได้ระบุถึงกรณีประเทศไทยถึงความกังวลเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Act) ในส่วนของบริการออนไลน์ (แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ) ที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นโดยไม่มีการคุ้มครองด้วย IP
เนื่องจากภายใต้ พรบ .ได้ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการควบคุมเนื้อหาออนไลน์ที่กว้างขวางจนอาจเป็นการ “จำกัด” กิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดชอบสำหรับผู้ให้บริการออนไลน์ (แพลตฟอร์ม) เกี่ยวกับเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นโดยไม่มีการคุ้มครอง IP หากมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการลบเนื้อหาบางส่วนภายในระยะเวลาที่กำหนด จนผู้ให้บริการอาจถูกปรับและถูกปฏิบัติเหมือนว่า มีสร้างเนื้อหาที่ทำให้เกิดความผิดขึ้นมาเอง
โดยความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลสัญญาชาติสหรัฐฯ แสดงออกมาชัดเจน จากกรณี ล่าสุด ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังได้ออก พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2566 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ที่มีเจตนาที่จะสกัดแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ ทว่าอำนาจในการเรียกชดใช้ความเสียหายครอบคลุมถึง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และที่สำคัญ คือ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” หากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์
เรื่องนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานทูตสหรัฐได้ส่งหนังสือแสดงความกังวลว่า พระราชกำหนดดังกล่าวจะกระทบการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐที่ให้บริการกับประชาชนในประเทศไทย
“ข้อกังวลดังกล่าวส่งมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2568 หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.อาชญากรรมออนไลน์ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้กระทบอะไร และไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแก้ไขร่าง ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐบาลที่ต้องเร่งกำหนดมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบกับประชาชน” รมว.ดีอีกล่าว
ต่อมา กระทรวงดีอีได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก. เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการร่วมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : US-ABC) แล้ว โดยมีหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) TikTok Facebook Thailand และ LINE โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ และส่วนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐได้ประกาศจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้(Reciprpcal Tariffs) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังครบ 90 วันในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ทางกระทรวงดีอีได้มีการหยิบยกประเด็นการทบทวนแนวทางการขึ้นภาษีแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการประชุมผู้บริหารระดับสูง (TopEx) ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าที่แพลตฟอร์ม OTT (ตัวอย่างเช่น Netflix และ Youtube) ซึ่งมีคนไทยใช้บริการจำนวนมาก โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ดำเนินการศึกษาในด้าน Digital Services Tax สำหรับแพลตฟอร์ม OTT ด้วย