Skip to content

ให้พนักงานทำโอทีจนเป็นรายได้ประจำดีหรือไม่?

11 ก.ค. 2568 | 11:11น.
ให้พนักงานทำโอทีจนเป็นรายได้ประจำดีหรือไม่?
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
https://tamrongsakk.blogspot.com

เมื่อพูดถึงคำว่า “ค่าล่วงเวลา” เรามักเรียกกันว่า “โอที” หรือ “ค่าโอ” ซึ่งในทางกฎหมายแรงงานหมายถึงการทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุด แต่เรา ๆ ท่าน ๆ มักรวมเอาค่าทำงานในวันหยุดรวมเข้าไปในความหมายของโอทีด้วย

ในบางองค์กรมีนโยบายเพิ่มรายได้ให้พนักงาน ด้วยการกำหนดให้พนักงานทำโอที เพื่อพนักงานจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น จะได้จูงใจให้พนักงานอยากทำงานอยู่กับบริษัท

ผมพบว่าบริษัทที่มีนโยบายทำนองนี้ มักมีการจ่ายเงินเดือนไม่สูงนัก ค่อนข้างจะต่ำกว่าที่ตลาดเขาจ่ายกัน แต่จะจูงใจให้คนทำงานโอทีมากขึ้น เพื่อให้รายได้สูงขึ้น

หรือไม่ก็เพิ่มอัตรากำลังให้เหมาะกับการโหลดของงาน แต่ผู้บริหารคิดว่าขืนจ้างคนเพิ่มจะทำให้ต้นทุนเพิ่ม แถมถ้าจำเป็นจะต้องลดคนลงในอนาคตก็จะต้องมีค่าชดเชยและอื่น ๆ ตามมาอีก ก็เลยให้คนที่รับผิดชอบงานนั้นอยู่ทำโอทีจะได้เซฟต้นทุน

เช่น บริษัทเปิดทำการสัปดาห์ละ 6 วัน หยุด 1 วัน มีชั่วโมงทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่บริษัทจ่ายเงินเดือนให้พนักงานไม่มากนัก จึงให้พนักงานทำงานล่วงเวลาเพิ่มวันละ 4 ชั่วโมง แล้วคิดค่าทำงานล่วงเวลาให้ตามกฎหมายแรงงาน (1.5 เท่าสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ)

สรุปว่า เป็นที่รู้กันทั้งพนักงานและบริษัทว่า พนักงานทุกคนต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง

ถ้าจะถามว่าบริษัทสามารถทำได้ไหม ?

ก็ตอบได้ว่าทำได้ครับ ตราบใดที่ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ยังไม่ผิดกฎหมายแรงงาน (ทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 6 วัน รวมเป็น 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

แต่ลองกลับมาดูความเป็นจริงกันสักนิด

สมมุติว่าพนักงานเข้างาน 08.00-17.00 น. ต้องทำโอทีต่ออีก 4 ชั่วโมงก็จะเลิกงาน 3 ทุ่ม ถ้าบริษัทให้ทำโอทีเต็มแม็กคือ 6 ชั่วโมงก็จะเลิกงาน 5 ทุ่ม และต้องทำงานอย่างนี้ทุกวัน ทุกเดือน และตลอดปี ?!?

แล้วคุณภาพชีวิตของพนักงานจะอยู่ที่ไหน ?

แม้ว่าจะมีวันหยุดให้สัปดาห์ละ 1 วันก็ตาม แต่มนุษย์นั้นมีร่างกาย มีเลือดเนื้อนะครับ ไม่ได้เป็นคนเหล็กมาจากไหน เขาจะอดทนทำงานแบบนี้ไปได้เท่าไหร่ สุขภาพก็จะเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีเวลาที่จะดูแลสุขภาพตัวเอง แม้สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเงินค่าโอทีที่เขาต้องนำมาจุนเจือเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว ก็จะทำได้ในช่วงที่อายุยังไม่มากนักและยังมีเรี่ยวแรงที่จะอึดอดทน

และถ้าอายุมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ล่ะ เขาจะยังทำไหวไหม ?

เงิน….ใคร ๆ ก็อยากได้ครับ แต่นายจ้างที่ดีก็ไม่ควรจะใช้เงินเข้ามาล่อลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาวเกี่ยวกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ หรือครอบครัวของลูกจ้างว่าจะเป็นอย่างไร

ผมเคยต่อว่าหัวหน้างานที่สั่งให้ลูกน้องทำโอทีแบบหามรุ่งหามค่ำเป็นชั่วโมงทำงานที่ติดต่อกัน (นับรวมชั่วโมงทำงานปกติรวมกับชั่วโมงที่ทำโอที) 2-3 วัน โดยอ้างว่างานเร่ง ลูกค้าต้องการด่วน

ตัวลูกน้องเองก็อยากได้โอที และคิดว่าตัวเองอายุยังน้อยยังสู้ไหว ก็ทำงานติดต่อกันแบบไม่หลับไม่นอน 2-3 วัน จนที่สุดเมื่องานส่งมอบให้ลูกค้า ลูกน้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ระหว่างทางก็ไปเสยท้ายรถบรรทุกที่จอดข้างทางเพราะหลับใน ดีนะครับที่ไม่ถึงกับเสียชีวิต

อย่าลืมว่าคนเราไม่ได้มีชีวิตแต่ที่ทำงานเพียงด้านเดียวนะครับ พนักงานในบริษัทของท่านยังมีคนที่เขารัก และรักเขารอคอยอยู่ที่บ้านด้วยเหมือนกัน

ถ้าผู้บังคับบัญชาคิดแต่จะเร่งงานจนลืมคิดถึงความอ่อนล้าของคน หรือไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยของลูกน้อง คิดแต่เพียงง่าย ๆ ว่าขอให้งานเสร็จ งานเสร็จบริษัทก็พร้อมจ่ายค่าโอทีให้ พนักงานก็แฮปปี้เพราะมีรายได้เพิ่ม

คิดอย่างนี้ไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือครับ ?

เพราะคนเราต้องสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว (และครอบครัว) ให้ดีด้วยเช่นเดียวกัน

แม้ลูกน้องอยากจะมีรายได้เพิ่มจากการทำโอที แต่คนที่เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารก็ควรจะต้องมีดุลพินิจและมีสามัญสำนึกที่เหมาะสมด้วยถึงจะเป็นผู้นำที่ดีได้ครับ

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็อยากจะให้เป็นข้อคิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ปัจจุบันองค์กรของท่านมีการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมดีแล้วหรือยังเมื่อเทียบกับตลาดแข่งขัน

องค์กรของท่านจ่ายเงินเดือน/ค่าตอบแทนน้อยเกินไปจนกระทั่งพนักงานต้องมาหวังพึ่งพารายได้จากโอทีจนทำให้คุณภาพชีวิตของเขาแย่ลงไปหรือไม่ !

และในอนาคตองค์กรของท่านจะมีแต่พนักงานโหมงานจนสุขภาพย่ำแย่ จนทำให้เกิดปัญหาเจ็บไข้ได้ป่วยเรื้อรัง เพราะทำแต่งานจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตัวเอง

หรือพนักงานมีปัญหาครอบครัว เพราะมัวแต่บ้างาน แล้วในที่สุดจากปัญหาครอบครัวก็จะลามมาถึงที่ทำงาน เช่น พนักงานเครียดเพราะมีปัญหาทะเลาะกับแฟน มีปัญหาลูกขาดความอบอุ่น ติดเกม ติดยา ฯลฯ

อย่างนั้นหรือครับ ?