เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

มาร์โค รูบิโอ ประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย เจอตอ ‘ภาษีทรัมป์’

09 ก.ค. 2568 | 15:42น.

‘รูบิโอ’ ประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย โดยมีประเด็นหลักสหรัฐยืนยันความมุ่งมั่นต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในสถานการณ์ที่ชาติเอเชียถูกทรัมป์เรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และคานอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่กำหนดการของมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศและรักษาการที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-สหรัฐอเมริกา การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อาเซียน และอีก 8 ประเทศ รวมสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF) นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายให้พบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมาเลเซียด้วย

ภาพ AP Photo/Vincent Thian

ในการเดินทางเยือนเอเชียครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีรูบิโอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐในการพัฒนาภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง และปลอดภัย

ในสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการเก็บภาษีศุลกากรต่อมาเลเซียและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นอีก 5 ประเทศ มาเลเซียเผชิญภาษีนำเข้า 25% ลาวและเมียนมา 40% กัมพูชาและไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ 36% อินโดนีเซีย 32% บรูไน 25 % ฟิลิปปินส์ 20 % เริ่มมีผล 1 สิงหาคม 2025

นายรูบิโอจะพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและพันธมิตรที่ไม่พอใจกับยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีทั่วโลกของทรัมป์ ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ดูเหมือนว่าจะทำให้ภารกิจนี้ยากขึ้นอย่างแน่นอน

เกร็ก โพลิง ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ศูนย์การศึกษากลยุทธ์และระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตันกล่าวว่า มีการเรียกร้องให้แน่ใจว่าสหรัฐยังถือว่าอินโด-แปซิฟิกเป็นพื้นที่หลักสำหรับผลประโยชน์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

รูบิโออาจต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับภาษีทรัมป์และปัญหาการค้าอื่น ๆ และจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรและหุ้นส่วนในเอเชีย ว่าสหรัฐยังคงมุ่งมั่นต่อการมีบทบาทนำในทางเศรษฐกิจและการทูตในภูมิภาค

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ว่า หัวข้อหลักที่รูบิโอต้องการพูดถึงก็คือการยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อเอเชียตะวันออก อาเซียน อินโด-แปซิฟิก และไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์ของตัวมันเอง

เจ้าหน้าที่กล่าวอีกว่า รูบิโอจะเตรียมพร้อมหารือเกี่ยวกับการค้า รวมทั้งย้ำว่าความจำเป็นในการสร้างสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐมีความสำคัญ และสะท้อนสารจากทำเนียบขาวและผู้แทนการค้าสหรัฐด้วย

ประเทศอาเซียนต่างกังวลเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของทรัมป์ และตั้งคำถามถึงเจตจำนงของรัฐบาลสหรัฐภายใต้สโลแกน ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ที่จะมีส่วนร่วมทางการทูตและเศรษฐกิจอย่างเต็มที่กับภูมิภาคนี้มากน้อยแค่ไหน

หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเตรียมเข้าร่วมการประชุมอาเซียนด้วย ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะพบกับรูบิโอที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วยหรือไม่

ภาษีทรัมป์ VS ทะเลจีนใต้

เอบีซี นิวส์ (ABC News) รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า ภาษีศุลกากรและการค้าจะไม่เป็นประเด็นที่รูบิโอเน้นในระหว่างการประชุม ซึ่งรัฐบาลทรัมป์หวังว่าการพบปะครั้งนี้จะเน้นความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเลในทะเลจีนใต้เป็นหลัก ซึ่งจีนเริ่มก้าวร้าวต่อชาติเพื่อนบ้านขนาดเล็กมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติด้วย

ทั้งนี้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และจีนต่างอ้างสิทธิในทะเลจีนใต้

อย่างไรก็ดี แดนนี่ รัสเซลล์ รองประธานสถาบันนโยบายสมาคมเอเชียและอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในรัฐบาลโอบามา กล่าวว่า ประเด็นที่รูบิโอพูดถึงเกี่ยวกับภัยคุกคามจากจีนจะไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่อาเซียน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมของพวกเขาได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร 30-40%

รัสเซลล์กล่าวอีกว่า อันที่จริงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่ออันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียนในปีนี้กล่าวว่า อาเซียนจะรับมือกับความท้าทาย ในฐานะกลุ่มประเทศที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เขาไม่ได้พูดถึงการใช้อำนาจบีบบังคับจากจีน แต่พูดถึงภาษีศุลกากรของสหรัฐต่างหาก

“หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเป็นผู้มากประสบการณ์ในงานประชุมประเภทนี้และเชี่ยวชาญในหลักการและธรรมเนียมปฏิบัติของอาเซียน ในขณะที่รูบิโอเป็นมือใหม่ที่พยายามขายสโลแกน ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ ให้กับผู้ฟังที่ยังคลางแคลงใจอย่างมาก” รัสเซลล์กล่าว