คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
โลกในยุคที่สหรัฐอเมริกามี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ไม่เคยได้หยุดพักหายใจจาก “ความป่วน-ความเปลี่ยนไปมา” แทบจะรายวันหรือรายสัปดาห์ผ่านการโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากรต่างตอบโต้ ที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ในอัตราสูงลิบ ยกเว้นแต่ประเทศคู่ค้าเหล่านั้นจะมายื่นข้อเสนอที่น่าพอใจให้กับสหรัฐ เพื่อลดการขาดดุลการค้าภายในเส้นตายที่กำหนด
แต่ระหว่างนั้น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา เส้นตายถูกยืดจาก9 เมษายน เป็น 9 กรกฎาคม และล่าสุดเป็น 1 สิงหาคม เพราะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับคู่ค้าส่วนใหญ่ได้ตามเป้าหมาย
วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนถึงเส้นตายเพียง 2 วัน ทรัมป์ส่งจดหมายไปยัง 14 ประเทศ แจ้งว่าพวกเขาจะถูกเก็บภาษีเท่าใด หากยังไม่ยอมมาทำข้อตกลงภายในวันที่ 1 สิงหาคม โดยในจำนวนนี้ มีทั้งประเทศที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นสูงกว่าวันที่ 2 เมษายน เช่น ญี่ปุ่น เพิ่มจาก 24% เป็น 25% บางประเทศเท่าเดิม เช่น ไทย 36% บางประเทศลดลง เช่น กัมพูชา
ในรายของประเทศที่ถูกขู่ว่าจะเก็บเพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 เมษายน หรือบางประเทศก็คงอัตราเดิมนั้น คาดว่าทรัมป์ยังไม่พอใจในข้อเสนอ กรณีญี่ปุ่นนั้น เชื่อว่าทรัมป์ต้องการลงโทษเพราะเจรจามา 7 รอบแล้ว แต่ยังตกลงกันไม่ได้
ส่วนกรณีของไทยไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็นเพราะทรัมป์ยังไม่ได้ดูข้อเสนอล่าสุดของไทยแล้วรีบออกจดหมายมาก่อนหรือไม่ โดยไทยได้เจรจากับสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม หรือก่อนเส้นตาย แต่สังเกตจากจดหมายของทรัมป์ กลับจ่าหน้าถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายสุริยะ รักษาการถึงวันที่ 3 กรกฎาคมเท่านั้น เพื่อนำ ครม.บางส่วนที่มีการแต่งตั้งใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ จากนั้นในวันเดียวกัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายภูมิธรรม เวชยชัย ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นตลอดไปจนกว่าจะมีผลคำตัดสินเกี่ยวกับแพทองธาร ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างถูกพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี
สื่อของสหรัฐอย่างซีเอ็นบีซี รายงานว่า จดหมายดังกล่าวของทรัมป์ 14 ฉบับ “ไม่มีความหมาย” อะไรมากนัก ไม่มีอะไรใหม่ เพราะสิ่งที่ทรัมป์แจ้งไป ไม่ได้ต่างจาก “ตารางภาษี” ขนาดใหญ่ที่ทรัมป์โชว์ในการแถลงอย่างใหญ่โตเร้าใจที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 2 เมษายน ต่างกันที่ครั้งนี้เป็นเพียงการแจ้งผ่านจดหมายเท่านั้น
อดัม พาร์กเกอร์ ซีอีโอ ของ Trivariate Research ชี้ว่า หากดูรายละเอียด ตนไม่คิดว่าจะมีใครเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ทรัมป์ประกาศวันที่ 7 กรกฎาคม กับที่ทรัมป์ประกาศก่อนหน้านั้น เป็นเพียงการนำเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน มากล่าวซ้ำ
นับจากวันที่ 2 เมษายน มีเพียง 3 ชาติ ที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ ชาติแรกคือสหราชอาณาจักร (7 พฤษภาคม) ตามด้วยจีน (12 พฤษภาคม) ล่าสุดคือเวียดนาม (2 กรกฎาคม) แต่ที่ถูกนับว่าเป็นข้อตกลงแบบเต็ม (Full Pact) มีเพียง 2 ชาติคือ สหราชอาณาจักรและเวียดนาม
ส่วนจีน เป็นการบรรลุข้อตกลงชั่วคราว 90 วัน โดยจะลดการเก็บภาษีต่างตอบโต้ระหว่างกันลง กล่าวคือสหรัฐจะเก็บจากจีน 30% จากเดิม 145% ส่วนจีนจะเก็บจากสหรัฐ 10% จาก 125% โดยในช่วง 90 วันนี้ ซึ่งจะครบกำหนดประมาณกลางเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเปิดโอกาสให้สองฝ่ายเจรจารายละเอียด ภายในกรอบที่ตกลงกันไว้
เวียดนามถือเป็นชาติแรกในเอเชีย ที่บรรลุข้อตกลงแบบ full pact กับสหรัฐ โดยสหรัฐเก็บภาษีเวียดนาม 20% จากเดิม 46% ส่วนเวียดนามไม่เก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐเลยหรือภาษี 0% พร้อมทั้งยังจะซื้อสินค้าต่าง ๆ จากสหรัฐมากขึ้น เพื่อเอาใจสหรัฐที่ต้องการลดขาดดุลการค้ากับเวียดนาม ในฐานะที่เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐในลำดับต้น ๆ หากนับเฉพาะในเอเชีย เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน
มีคำถามว่า ทำไมเวียดนามใจกล้าขนาดนั้น และเป็นดีลที่ดีต่อเวียดนามจริงหรือ เพราะดูแล้วดีลนี้สหรัฐน่าจะมีเป้าหมายเพื่อ “เล่นงาน” จีนมากกว่า เนื่องจากในข้อตกลงนี้ มีการแนบ “เงื่อนไขเฉพาะ” มาด้วยว่า หากเป็นสินค้าที่ส่งมาจากประเทศอื่นผ่านเวียดนามเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สาม หรือ transshipment จะถูกเก็บภาษี 40% ซึ่งเป็นไปได้ยากที่สินค้าจากเวียดนามจะผลิตจากวัตถุดิบภายในเวียดนามแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเวียดนามนำเข้าวัตถุดิบส่วนใหญ่จากจีน ยกเว้นเพียงสินค้าเกษตรเท่านั้นที่จะเป็นของเวียดนาม
ด้วยเหตุนี้ หลังจากดีลถูกเปิดเผยออกมา ทางจีนจึงออกมาขู่ว่า จีนจะตอบโต้ข้อตกลงของใครก็ตามที่ทำให้จีนเสียประโยชน์
แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ Dezan Shira and Associates ในฮานอย เวียดนาม ระบุว่า เวียดนามก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นที่ต้องพึ่งพาส่วนประกอบและชิ้นส่วนต่าง ๆ จากจีนเพื่อผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะเดียวกัน จีนก็ถักร้อยตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นถ้าบริษัทต่าง ๆ ในเวียดนามต้องพิสูจน์สินค้าทุกอย่างว่ามีแหล่งกำเนิดในเวียดนาม ก็จะสร้างภาระยุ่งยากอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม มาร์ตินชี้ว่า ในอีกด้านหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่นโยบายของสหรัฐ จะกระตุ้นให้บรรดาซัพพลายเออร์ เข้าไปตั้งกิจการในเวียดนาม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเวียดนาม อุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนาม ผูกโยงใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐและจีน
โดยจีนเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบของเวียดนามเพื่อผลิตสินค้า ส่วนสหรัฐเป็นตลาดส่งออกหลักของเวียดนามด้วยสัดส่วน 30% ของจีดีพี ดังนั้นเวียดนามจึงต้องย่างก้าวอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยเวียดนามเห็นว่าสหรัฐ นอกจากเป็นตลาดส่งออกสำคัญแล้ว ยังมีบทบาทช่วยดูแลความมั่นคง เพื่อถ่วงดุลจีนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะปัญหาทะเลจีนใต้
ข้อตกลงกับเวียดนาม ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็น “แท็กติก” ของสหรัฐเพื่อกดดันให้ประเทศอื่น ๆ ยอมทำข้อตกลงในลักษณะคล้ายกัน หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวทางที่สหรัฐจะทำข้อตกลงกับชาติเอเชียอื่น ๆ แต่ขณะเดียวกันก็อาจยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้ากันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน ที่อยู่ระหว่างการ “พักรบ” ศึกภาษีชั่วคราว 90 วัน ที่จะครบกำหนดกลางเดือนสิงหาคมนี้
แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อตกลงสหรัฐ-เวียดนาม ก็จะเป็นแนวทางสำหรับชาติเอเชียในการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ด้อยกว่าเวียดนาม ซึ่งตามรายงานของบลูมเบิร์กก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐบางคนต้องการให้ภาษีที่เก็บจากเวียดนาม และประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่ำกว่าที่เก็บจากจีน เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายออกจากจีน