“พงศ์สิริ เหตระกูล” เตือนอย่าใช้ Soft Power ผิดทาง ย้ำไทยต้องสร้างงานเทศกาลของตัวเอง ไม่ใช่แค่ดึงโชว์ต่างชาติเข้ามาเพื่อหวังตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่มีเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ
ในเวที “SPLASH – Soft Power Forum 2025” ที่จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ภายใต้หัวข้อ “SPARK Influencer Marketing Playbook: How Influencers Elevate Thai Festivals Worldwide – สูตรลับพาเทศกาลไทยไประดับโลกด้วยพลังอินฟลูเอนเซอร์“ โดย นายพงศ์สิริ เหตระกูล ผู้ก่อตั้งเทศกาล Awakening Bangkok และผู้นำด้านเทศกาลสร้างสรรค์ของไทย ได้เปิดมุมมองเชิงลึกถึงอนาคตของ “Festival Economy” และบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมส่งสัญญาณเตือนต่อผู้กำหนดนโยบายว่า หากไทยอยากเป็น “Festival Nation” อย่างแท้จริง ต้องเริ่มต้นจาก “Vision ที่ถูกต้อง” ไม่ใช่แค่การนำโชว์ต่างชาติที่มีชื่อเสียงเข้ามาเพียงเพื่อความตื่นตาตื่นใจชั่วคราว
“คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะจัดโชว์อะไร แต่ต้องถามให้ได้ว่า ‘ทำไมคนต้องมาเมืองไทย?’ ประเทศอื่นก็มีงานคล้ายกัน ญี่ปุ่นก็มี ไต้หวันก็มี สิงคโปร์ก็มี ถ้าเรายังไม่มี ‘ความยูนีค’ ของตัวเอง ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ไม่ชนะใจตลาดโลก”
ดึงโชว์ดัง = ดึงเงินออก เตือนอย่าเข้าใจ Soft Power ผิด
การดึงโชว์ดังระดับโลก เช่น Taylor Swift หรือศิลปินระดับโลกมาจัดในประเทศไทย มีข้อดีเรื่องการสร้างกระแส แต่ไม่อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง หากโครงสร้างของงานยังไม่ได้เกิดจากคนไทยหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศ
“ถ้าเรายังไม่มี ‘Taylor Swift ของตัวเอง’ ยังไม่มีอุตสาหกรรมที่สามารถผลิตปรากฏการณ์แบบนั้นได้ เราก็แค่เป็นที่ให้คนอื่นมาแสดง แล้วเอาเงินกลับไป สุดท้ายเจ้าของงานต่างชาติได้เงินมากที่สุด ส่วนเราก็ได้เพียงเศษเงินค่าจัดอีเวนต์”
นายพงศ์สิริ ได้ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ไม่ได้เติบโตจากการเชิญศิลปินต่างชาติมา แต่เติบโตจากการสร้างซูเปอร์สตาร์ของตนเองอย่าง BTS, BLACKPINK, และระบบอุตสาหกรรมบันเทิงที่แข็งแรงตั้งแต่รากฐาน
Thailand = Influencer Nation
หนึ่งในข้อได้เปรียบที่พงศ์สิริชี้ชัดว่า “ไทยชนะใครก็ได้” คือเรื่อง influencer โดยเฉพาะในเชิงพฤติกรรมคนไทยที่มีวัฒนธรรม “รักการปรากฏตัว” บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนจากการจัดงาน Awakening Bangkok ที่มีรูปแบบ Light Installation ทั่วเมือง
“ต่างประเทศถ่ายรูปโชว์งาน เราถ่ายตัวเองกับงาน ที่สำคัญคือถ่ายเยอะมากครับ ลงไปนอนถ่ายกับป้ายบอกทางยังมี มันสะท้อนว่า เราเป็นประเทศที่ influencer culture เข้มข้นที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และนี่คือโอกาสในการใช้ ‘mass influencer’ เป็นพลัง Soft Power ที่ประเทศอื่นไม่มี”
นายพงศ์สิริ กล่างต่อว่า การจะดึง influencer มาช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาล ไม่ควรเป็นแค่การ “จ้างโพสต์” แต่ต้องออกแบบเทศกาลให้เป็น “Instagrammable Experience” โดยที่ influencer อยากมาเอง
ประเทศไทยพร้อมแล้ว เหลือแค่ “โครงสร้าง”
นายพงศ์สิริ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหารที่ดี ระบบโรงแรมและบริการที่ได้มาตรฐานสากล แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “วิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง”
ปัญหาปัจจุบันของการสนับสนุนจากภาครัฐยังเน้นที่ “การนำโชว์ต่างประเทศ” มากกว่าการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสร้างแบรนด์เทศกาลของตนเอง
“ลองดูงบประมาณรัฐครับ งบสนับสนุนการนำงานต่างชาติเข้ามามีไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้าน ในขณะที่งบที่ให้กับงานเทศกาลไทยของแท้ แทบจะไม่มีหรือแตกต่างกันถึง 30 เท่า แบบนี้ยังไงก็ไม่ยั่งยืนครับ”
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเชิงพื้นที่และกฎหมาย เช่น สวนสาธารณะที่ห้ามเก็บค่าบัตร สนามกีฬาที่ไม่เอื้อต่อการจัดงานขนาดใหญ่ หรือกฎหมายแอลกอฮอล์ที่ทำให้การจัดงานเสียเปรียบต่างประเทศ
เสนอ 3 แนวทางสร้าง “Festival Economy” อย่างยั่งยืน
1. รัฐต้องเปลี่ยนบทบาท – จากผู้จัดงานใหญ่เอง ไปเป็น “ผู้สนับสนุน” ให้เอกชนมีอิสระในการสร้างเทศกาลของตนเอง พร้อมงบสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบปีต่อปี
2. ออกแบบเมืองเพื่อเทศกาล – พัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ เช่น การเดินทาง ความพร้อมของสถานที่ ระบบบริการ และกฎหมายที่อำนวยความสะดวก เช่น พ.ร.บ.เทศกาล
3. สร้างแบรนด์งานไทยให้ไปไกลระดับโลก – สนับสนุนการผลิตงานที่เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงการจัดแสดง
“เทศกาลไทยจะไปไกลได้ ถ้าเราเลิกคิดว่าเราต้องดึงงานเมืองนอกมาทุกปี แต่หันกลับมาสร้างงานของเราเองให้แข็งแรง มีเสน่ห์ และมีคนอยากบินมาหา แล้วเงินก็จะอยู่กับเรา ไม่ต้องเอาไปฝากไว้ที่ประเทศอื่น”