เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

กอบศักดิ์ ชี้หากไทยดีลภาษีต่ำกว่า 36% ไม่ได้ เงินเยียวยา 2 แสนล้านก็ไม่พอ

17 ก.ค. 2568 | 09:29น.
กอบศักดิ์

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยเหลือเวลาแค่ 2 สัปดาห์เจรจาภาษีสหรัฐ ระบุไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีความเสียหาย เตือนหากไทยดีลภาษีต่ำกว่า 36% ไม่ได้ เงินเยียวยา 2 แสนล้านก็ไม่เพียงพอ ระบุกรณีแย่สุดต้องไม่เกิน 25%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ระบุว่า ทางออกประเทศไทย !!! นับจากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์ ที่จะต่อรองกับสหรัฐ หลายคนถามว่าประเทศไทยควรทำอย่างไร ? เราควรต่อรองอย่างไร ? ในการที่จะหาทางออกเรื่องนี้

“เราต้องเริ่มจาก “โจทย์” ต้องหาให้เจอว่าโจทย์ที่แท้จริงของไทยคืออะไร เพื่อนำไปสู่ “คำตอบ” ว่าเราควรทำอะไร ซึ่งโจทย์เรื่อง Tariffs ของไทยขณะนี้ จริง ๆ แล้ว ก็คือความเสียหายของชาติกำลังรออยู่ข้างหน้า”

“เราจะเสียหายน้อยที่สุดได้อย่างไร” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราก็จะประสบความเสียหายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

  1. ความเสียหายต่อภาคส่งออก
  2. ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่เราเคยปกป้องเอาไว้
  3. ความเสียหายต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งความเสียหายด้านที่สามอาจจะยังไม่ชัดในเวลานี้ แต่ในช่วงต่อไปทุกคนจะเห็นความเสียหายนี้ได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ยิ่งไทยรั้งท้ายสุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน มีอัตรา Tariffs ที่ 36% ขณะที่สิงคโปร์ 10% อินโดนีเซีย 19% เวียดนาม 20% ฟิลิปปินส์ 20% มาเลเซีย 25% (กำลังเจรจาเพิ่ม)

ส่วนคู่แข่งสำคัญอื่น ๆ เช่น อินเดียซึ่งใกล้เจรจาสำเร็จ น่าจะลดลงจาก 26% ซึ่งเป็นอัตรา ณ วันที่ 2 เมษายน

“ก็หมายความว่าเรามีทางเลือกไม่มาก ทางเลือกแรก-ถ้าเราละล้าละลัง เราคงจบที่ 36% ความเสียหายของเราในกรณีนี้จะอยู่กับภาคส่งออกที่ใหญ่เป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของ GDP แต่เนื่องจากภาคส่งออกใหญ่มาก การเยียวยาภาคการส่งออกทั้งหมดเป็นเรื่องที่ยากที่จะดูแลได้ งบประมาณที่ทุกคนพูดกันที่ 2 แสนล้านบาทอาจจะไม่พอ โดยรัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณเยียวยาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากลูกค้าเราเปลี่ยนไปใช้ Suppliers ในประเทศคู่แข่ง”

ยิ่งไปกว่านั้น Tariffs 36% จะสร้างความเสียหายต่ออนาคตของไทยอย่างหนัก เพราะขณะนี้ไทยกำลังต่อสู้อย่างเข้มข้นในเกมของการแย่งบริษัทยุคใหม่จากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งบริษัทในไทย มาช่วยเปลี่ยนฐานการผลิตของเราให้เข้าสู่โลกยุคใหม่

Advertisement

“ความจริงแล้วในเรื่องนี้เราเสียเปรียบเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่แล้ว เพราะเวลานักลงทุนพิจารณาเลือก Location เขามักจะบอกว่ากำลังดูอยู่ที่เวียดนาม อินโดนีเซีย โดยมีไทยติ่งท้ายเป็นอันดับที่ 3 แต่ด้วยอัตรา Tariffs 36% เทียบกับคู่แข่งที่ 19%-20% ในช่วงต่อไป บริษัทเหล่านี้คงพูดว่าอาเซียนน่าสนใจมาก เขากำลังพิจารณาเลือกระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซีย ถ้าจะมีประเทศที่สามก็คงเป็นมาเลเซีย”

ดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า ไทยจะเริ่มออกจากเรดาห์ เริ่มถูกทุกคนทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีการผลิตที่จะเป็นฐานที่ดีให้รัฐจัดเก็บรายได้ ไม่มีอนาคตที่สดใส ความเสียหายรวมแล้วจะมากเกินกว่าที่เราจะรับได้ หมายความว่าเราต้องดิ้นรน ไม่ตกอยู่ในทางเลือกนี้ แล้วเราเหลือทางออกอะไร ทางออกที่เหลืออยู่ก็คือ “เข้าสู่การเจรจา” ยิ่งคู่แข่งเจรจาสำเร็จแล้ว เราก็ยิ่งถูกกดดันให้เข้าสู่การเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ นอกจากไปเจรจาแบบละล้าละลัง เรายังมีอีก 2 ทาง

ทางเลือกที่สอง-เสนอไปแบบเวียดนามและอินโดนีเซีย 0% และ Total Access และ Nontariff Barrier Free ซึ่งจะมีนัยยะกับทุกภาคส่วน แต่หากคิดว่าทางนี้เป็นการให้มากไป กระทบวงกว้างไป
ก็จะเหลือทางสายที่สาม-ทางสายกลาง เจรจา แต่ไม่ให้หมด เริ่มจากสูตรสำเร็จของเวียดนามและอินโดนีเซีย ประเภท 0% และ Total Access

แล้วถามตนเองว่าอะไรที่เราให้ไม่ได้จริง ๆ เอาออกไปจากโต๊ะเจรจา รับสภาพกับการที่ได้อัตราไม่ต่ำเท่ากับเวียดนามและอินโดนีเซีย ยอมสูงกว่าเล็กน้อย เพื่อแลกมากับการที่เราจะสามารถดูแลบางภาคส่วนที่เราคิดว่ายอมไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลคงต้องเลือกว่าจะมีอะไรบ้าง โดยมีเป้าที่ชัดเจนว่าจะต้องจบให้ได้ที่เท่าไร

“เรื่องนี้คิดว่าตัวเลขที่เราต้องพยายามให้ได้คือ 25% เพราะหากอัตรา Tariffs ลดลงมาเพียงเล็กน้อยที่ 30% ยังจะมีส่วนต่างกับคู่แข่ง 10-11% คงยากที่เราจะแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องส่งออกและการดึงดูดการลงทุน แต่ถ้าจบได้ที่ 25% จะเหลือส่วนต่างประมาณ 5%-6% ให้เอกชนปรับตัว ภาคส่งออกโดยรวมก็จะยังไปได้ ความจำเป็นที่จะต้องเยียวยาภาคส่งออกก็จะน้อยลงมาก”

ส่วนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศก็ยังจะไปได้เช่นกัน บริษัทที่กำลังเลือกในการลงทุน ก็จะยังไม่มองข้ามไทย โดยมีรัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ทดแทนส่วนต่าง 5-6% ดังกล่าว ตั้งแต่พลังงาน กฎระเบียบ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ให้ไทยยังน่าสนใจ

ในทางเลือกนี้ประเทศก็จะยังมีความเสียหาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะบริหารจัดการได้ โดยความเสียหายต่อภาคส่งออกและอนาคตระยะยาวของไทยจะมีบ้าง แต่ไม่มากเกินไป ทั้งสองจะยังเป็นฐานให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ และนำรายได้มาเยียวยาภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดให้สินค้าสหรัฐเข้ามาแข่งขันครั้งนี้

ส่วนเงินเยียวยาที่เตรียมไว้ 2 แสนล้านบาทน่าจะเพียงพอ และเมื่อกระบวนการปรับเปลี่ยนได้ดำเนินไป ความต้องการเยียวยาก็จะค่อย ๆ ลดลง ทางสายกลางนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่เราเสียหายน้อยที่สุดในระยะยาว

ส่วนเรื่องฐานทัพที่หลายคนพูดถึงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ถ้ามองจากกรอบนี้ ถ้ายอมก็จะกระทบกับการดึงดูดการลงทุน สร้างความเสียหายกับอนาคตของไทย เพราะเอกชนคงไม่อยากมาอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะขัดแย้ง เป็นเป้าหมายทางการทหาร ซึ่งเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ได้ระยะสั้น แต่เสียหายระยะยาว
คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี