สำนักงาน คปภ.เดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยไทย เร่งได้พัฒนา “กรอบการกำกับดูแล” และเครื่องมือ “ระบบสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” เผยปีนี้สั่งให้ทุกบริษัทจัดทำ Risk Appetite อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นกรอบการบริหารความเสี่ยง พร้อมผลักดันแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม ในระดับ Full Consolidation ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นต้นไป
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวในงานสัมมนา “การยกระดับการกำกับดูแล และตรวจสอบธุรกิจประกันภัย” ว่า เพื่อร่วมกันยกระดับการกำกับดูแลและการตรวจสอบให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย (TFRS17) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสะท้อนฐานะทางการเงินของบริษัทได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการปรับตัวของทุกภาคส่วน
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สำนักงาน คปภ.ได้พัฒนา “กรอบการกำกับดูแล” (Supervisory Framework) และเครื่องมือสำคัญอย่าง “ระบบสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” (Early Warning System : EWS) เพื่อใช้ในการคัดกรองและประเมินระดับความเสี่ยงของบริษัทอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นยํ้าถึงบทบาทของรายงาน ERM/ORSA ที่ต้องเป็นมากกว่ารายงานที่จัดทำ เพื่อยื่นต่อสำนักงาน คปภ. แต่ต้องสะท้อนแนวคิด Risk Governance อย่างแท้จริง
โดยในปีนี้ สำนักงาน คปภ.ได้กำหนดให้ทุกบริษัทจัดทำ Risk Appetite อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นกรอบการบริหารความเสี่ยง และขับเคลื่อนไปสู่การเป็นบริษัท ในกลุ่ม 1 ตามเกณฑ์ของระบบ EWS ได้ทั้งอุตสาหกรรมประกันภัย
ขณะเดียวกัน เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในรูปแบบกลุ่ม (Group Structure) สำนักงาน คปภ. ได้เตรียมผลักดันแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) ในระดับ Full Consolidation ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน ภายใต้กรอบการควบคุมที่รัดกุม
ภายในงานยังมีการสะท้อนผลการประเมิน SAQ RCM และ Examination Form ตลอดจนความคาดหวังของสำนักงาน คปภ. เพื่อให้ภาคธุรกิจนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน การบริหารความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเท่าทันต่อสถานการณ์
“การสัมมนาครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญ ในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. กับภาคธุรกิจประกันภัย และเป็นอีกก้าวของการขับเคลื่อนระบบ การกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมยืนยันว่า สำนักงาน คปภ.จะกำกับอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เอาประกันภัยและประชาชนในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ.กล่าวทิ้งท้าย