Skip to content

พินิจ ร่วมฉลอง 50 ปี สัมพันธ์ไทย-จีน ชี้โลกยุคใหม่ต้องจริงใจ แนะเร่งแก้ข่าวลบ-ฟื้นท่องเที่ยว

22 ก.ค. 2568 | 21:10น.
พินิจ ร่วมฉลอง 50 ปี สัมพันธ์ไทย-จีน ชี้โลกยุคใหม่ต้องจริงใจ แนะเร่งแก้ข่าวลบ-ฟื้นท่องเที่ยว

‘พินิจ จารุสมบัติ’ ร่วมฉลอง 50 ปี สัมพันธ์ไทย-จีน ชี้โลกยุคใหม่ต้องจริงใจ แนะรัฐเร่งแก้ข่าวลบ-ฟื้นภาคท่องเที่ยว

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ที่เพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity เนื่องในวาระของการครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ 50 ปีไทย-จีน เกิดขึ้นมาตามบริบทของสังคมขณะนั้น แต่วันนี้เราขึ้นบทใหม่ คือ ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน โดยเฉพาะความขัดแย้งของโลกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

“พอมาถึงประเทศไทยของเราภาพจากนี้ไป ความสัมพันธ์ไทย-จีน เราต้องยืนหยัด แบบที่เรียกว่ามีความเข้าใจ ความรู้ และจุดยืนที่มั่นคงแข็งแกร่งจริง ถึงจะเดินไปได้ เพราะเราไม่สามารถเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นมหาอำนาจได้ แต่เราเลือกความถูกต้อง และผลประโยชน์อันชอบธรรม

เมื่อตอนนี้ปัญหาของโลก คือ การพลิกกลับอย่างใหญ่มาก เกิดความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและจีนที่กำลังผงาดขึ้นมา ซึ่งก้าวต่อไปของเราสำคัญมาก ถ้าเราเดินผิดก็จะเกิดความเสียหาย และความไม่สงบสุข เพราะความสัมพันธ์ของเรากับจีนเป็นความสัมพันธ์แบบพิเศษ เป็นแบบครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ซึ่งเป็นคำกล่าวในระดับของท่านผู้นำ“ นายพินิจเผย

นายพินิจ กล่าวอีกว่า ยุคต่อไปนี้มันเป็นยุคของดิจิทัลที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านเป็นยุคของเอไอ ซึ่งมันเป็นยุคที่เหนือกว่าดิจิทัลไปแล้ว ซึ่งต้องคิดว่าประเทศเราจะอยู่อย่างไร หรือ จะจับมือกับใคร แต่ไม่ใช่ว่าเราจะจับมือเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว

“เราต้องจับมือเพื่อความชอบธรรมและสันติสุขของโลก ที่ต้องมีความอบอุ่นและแบ่งปันกัน ซึ่งก็ต้องมีแง่คิดให้กับผู้บริหารของประเทศ หรือ ประชาคมของเรา ก็ต้องหมั่นขยันศึกษาและติดตามตรวจสอบในมิติต่างๆ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับจีน” นายพินิจชี้

นายพินิจ กล่าวว่า เราต้องคิดตามดูว่าเมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนขึ้นมาแล้ว เราได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานและการส่งออก ซึ่งเรามีบทบาทในด้านนี้เป็นอย่างมาก

“ผู้บริหารของเราต้องเก่งมาก โดยต้องมีความเชี่ยวชาญ ทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งผมพูดย้ำว่าผลประโยชน์อย่างเดียวไม่ใช่แค่โลกนี้ หรือ อนาคตต่อจากนี้ไป แต่ความชอบธรรม ความถูกต้อง และความร่วมมือกันต่างหาก คือ ความสำคัญสูงสุด” นายพินิจชี้

นายพินิจ กล่าวอีกว่า วันนี้คนไทยมีที่ดิน 2-3 ไร่ก็ปลูกทุเรียนส่งออกขายจีน ซึ่งเป็นการปลูกทุเรียนแบบพรีเมียม ไม่ได้ปลูกแบบทั่วไปที่เจอได้ตามไร่ ตามนา แต่เป็นการปลูกทุเรียนหมอนทองเกรดที่สูงขึ้น รสชาติละมุนละม่อม แบบกินแล้วติดใจมาก

“ผมถามว่า ยายแม้นจะปลูกไปทำไม เขาก็บอกว่าบอกส่งจีนหรือขายส่งจีน แสดงว่าจีนมีอิทธิพลมาก แต่เราก็ต้องดูเป็นเรื่องๆว่า เขาบริโภคอะไร ต้องวิจัยและมีนวัตกรรมด้วยในการทำธุรกิจโลกยุคใหม่” นายพินิจระบุ

นายพินิจ กล่าวอีกว่า ปัญหาตอนนี้ คือ คนจีนเขาไม่ได้กลัวไทยนะ เขากลัวคนจีนด้วยกันเอง โดยเฉพาะพวกจีนสีเทาที่เขาทำธุรกิจแบบนี้ที่บ้านเขาไม่ได้ ก็เลยมาทำที่ประเทศไทย อันนี้เราก็ต้องจัดการ รวมถึงในเรื่องการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่ไม่จริงด้วย

“เราต้องรีบบล็อกข่าวสารที่ไม่เป็นจริง เช่น เคสเด็กจีนฆ่าผู้หญิงที่พัทยา แล้วข่าวที่เมืองจีนเขาก็ออกไปว่า ฆ่าเพื่อเอาอวัยวะไปขาย แต่จริงๆมันไม่ใช่ ฉะนั้นหน้าที่ของคนไทยทุกคน และโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐบาลต้องรีบลบข้อความที่เป็นไวรัสนี้ออกไปจากสังคมจีน“ นายพินิจชี้

นายพินิจ กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวจีนเขามาเที่ยวไทยก็ค่อนข้างเบื่อหน่าย เพราะว่าช่วงเทศกาลท่องเที่ยวราคาห้องพักก็อัพขึ้นไป 2-3 เท่า หรือ แท็กซี่โก่งราคา รวมถึงร้านอาหารก็มีปัญหาหมด

“เราต้องปรับบางจุดที่เป็นจุดอ่อนของเรา ให้กลายเป็นจุดแข็งให้ได้ แต่ในเรื่องการท่องเที่ยวนั้น เรามีแก่นและทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามอยู่แล้ว โดยเฉพาะการให้บริการ ซึ่งเมื่อก่อนเขาชมเราว่าดีมาก แต่ตอนนี้เหมือนเราหาแต่เงินอย่างเดียว ไม่ได้นึกถึงและสิทธิภาพ เราต้องทิ้งความคิดแบบนี้ไป แล้วมาคิดว่าการบริการในระยะยาว ที่ดูแลเขาเหมือนญาติมิตรให้เขามาแล้วอยากมาอีก เป็นเรื่องที่เราต้องทำให้ได้ในระยะยาว” นายพินิจชี้

นายพินิจ กล่าวอีกว่า หลังจากครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีนแล้ว ความร่วมกันในก้าวต่อไปเราต้องร่วมมือกันด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ในระหว่างประเทศ แต่ในหมู่ครอบครัวและเพื่อนฝูงนั้น ถ้าเรามีความจริงใจก็จะคบหากันได้นาน

“เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ในระดับประเทศ ถ้าเรามีความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความจริงใจและความเสมอภาคกัน มันก็จะคบหากันได้นาน แต่ถ้าเราคบหากันแบบเอาเปรียบกัน ไม่กี่วันคุณก็คงเลิกคบหากับผมแล้ว“ นายพินิจกล่าวทิ้งท้าย