เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
Real Estate เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
Business ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
Real Estate CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
Biz Movement มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
Finance ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
Politics ‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
Economic สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
ศุภจี ชี้เวที IMF-World Bank ผู้ร่วมกว่า 2 หมื่นทำเงินสะพัด โอกาสทองดึงลงทุน
Economic ศุภจี ชี้เวที IMF-World Bank ผู้ร่วมกว่า 2 หมื่นทำเงินสะพัด โอกาสทองดึงลงทุน
แอมเนสตี้ เผยผลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF – World Bank พบผู้บาดเจ็บ หวั่นใช้กำลังและจำกัดสิทธิ
News แอมเนสตี้ เผยผลสังเกตการณ์ชุมนุมต้าน IMF – World Bank พบผู้บาดเจ็บ หวั่นใช้กำลังและจำกัดสิทธิ
ดูทั้งหมด

สถานทูตสหรัฐฯ ขอ ‘ไทย-กัมพูชา’ หยุดโจมตี ใช้สันติวิธีแก้ปัญหา

25 ก.ค. 2568 | 07:53น.
สถานทูตสหรัฐฯ ขอไทย-กัมพูชา หยุดโจมตีใช้สันติวิธีแก้ปัญหา

สถานทูตสหรัฐฯ ขอไทย-กัมพูชา หยุดโจมตีในทันที ปกป้องพลเรือนและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น เตรียมเปิดประชุมฉุกเฉิน เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

จากกรณีการปะทะระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา ที่บริเวณชายแดน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แถลงเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า สหรัฐอเมริกา แสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อรายงานการสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงการที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้มีการหยุดยิง ปกป้องพลเรือนและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติในทันที

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ abcnews รายงานว่า จากเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. สถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐในประเทศไทย ได้แจ้งเตือนภัยด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ขอให้พลเรือนชาวสหรัฐที่อยู่ หรือเดินทางไปใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย และปรึกษากับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อรับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด

สถานทูตสหรัฐฯ ขอ 'ไทย-กัมพูชา' หยุดโจมตี

ปธ.อาเซียนขอไทย-กัมพูชาหยุดยิง

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โพสต์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า  ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทย-กัมพูชา ถึงสถานการณ์การปะทะที่บริเวณชายแดน โดยมีเนื้อหาดังนี้ “เมื่อเย็นที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพื่อแสดงความกังวลต่อความตึงเครียดที่เกิดขึ้นที่บริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ”

“ในฐานะประธานอาเซียน ผมได้ร้องขอผู้นำทั้งสองประเทศให้มีการหยุดยิงในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายไปกว่านี้ และเปิดพื้นที่ให้กับการเจรจาสันติภาพและการแก้ปัญหาทางการทูต”

“ผมยินดีกับสัญญาณเชิงบวกและความเต็มใจที่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแสดงออกมาว่า จะพิจารณาหนทางดังกล่าวต่อไป โดยมาเลเซียพร้อมที่จะช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกกระบวนการดังกล่างด้วยจิตวิญญาณแห่งความสามัคคี และความรับผิดชอบร่วมกันของอาเซียน”

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความแข็งแกร่งของอาเซียนตั้งอยู่บนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสันติภาพต้องเป็นทางเลือกร่วมกันเสนอ” นายกฯมาเลเซีย โพสต์ทิ้งทาย

อันวาร์ ยกหูคุย ภูมิธรรม-ฮุน มาเนต ขอหยุดยิง เผยมีสัญญาณบวก จาก 2 ประเทศ

UNSC เตรียมเปิดประชุมฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า รายงานด่วน : ณ เวลา 7.45 น. ข้อมูลล่าสุดระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (25 กรกฎาคม)

การประชุมด่วนครั้งนี้จะหารือถึงการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งริเริ่มขึ้นตามคำร้องขอของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ความคืบหน้านี้แสดงให้เห็นถึงการเรียกร้องโดยตรงของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศ ให้เข้าแทรกแซงความขัดแย้งชายแดนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊ก Hun Manet ส่งจดหมายลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ถึงอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรปากีสถานประจำสหประชาชาติ ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในปัจจุบัน แจ้งเรื่องการรุกรานด้วยอาวุธของไทยต่อกัมพูชา

เปิดหนังสือไทยแจงรัฐสมาชิก UN

มติชนรายงานว่า หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติได้ส่งหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปยังคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กทั้งหมด โดยมีเนื้อหาดังนี้

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติ และขอแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์อันร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย อันเป็นผลจากการรุกรานทางทหารของประเทศกัมพูชา โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

1.เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2025 ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวนตามเส้นทางปกติที่กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทย ทหารได้เหยียบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ส่งผลให้ทหาร 2 นาย ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสส่งผลถึงขั้นพิการถาวร ขณะที่ทหารนายอื่นๆ ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการตรวจสอบพบว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งหมดที่พบอยู่ในสภาพใหม่ ยังมีเครื่องหมายที่มองเห็นได้ชัดเจน หลักฐานบ่งชี้ว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่

ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไทยได้ยื่นรายงานประจำปีเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินการตามพันธกรณีในอนุสัญญาดังกล่าว ตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาอย่างต่อเนื่อง รายงานดังกล่าวได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้วตั้งแต่ปี 2003 และต่อมา ได้ทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่เก็บไว้เพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยในปี 2019 ในทางตรงกันข้าม รายงานล่าสุดของประเทศกัมพูชาระบุว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 กัมพูชายังคงเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้

2.เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 เวลา 08.20 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฐานทหารไทยที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บทันที 2 นาย หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพกัมพูชาได้เปิดโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าต่อดินแดนของประเทศไทยใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

การกระทำที่ก้าวร้าว ไม่เลือกเป้า และขัดต่อกฎหมายต่อพลเรือนไทยเหล่านี้ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างน่าเศร้า ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาล และโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นกัน

ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย และบาดเจ็บ 24 คน ในจำนวนนี้ 8 คนอาการสาหัส มีประชาชนมากกว่า 102,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน

3.การโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ ของกองทัพกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมาตรา 2(4) ของ กฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงหลักการแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ประเทศไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด ต่อการโจมตีด้วยอาวุธซึ่งมีการเตรียมการล่วงหน้าโดยกัมพูชา แต่ถูกบังคับให้ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

มาตรการในการป้องกันตนเองที่ไทยดำเนินการอยู่ในขอบเขตจำกัดเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่การขภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกองทัพกัมพูชาเท่านั้น

4.ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือน ทรัพย์สินของพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะมาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่หนึ่ง (ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย-การคุ้มครองโรงพยาบาล) และมาตรา 19 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 (ว่าด้วยการคุ้มครองหน่วยงานและสถานพยาบาล) การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความยากลำบากแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์

5.ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี และปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อการใช้กำลังเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ

ประเทศไทยขอเรียกร้องต่อประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้กัมพูชายุติการใช้การสู้รบโดยทันที และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างสุจริตใจ ประเทศไทยขอยืนยันอีกครั้งถึงความพร้อมในการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งมีกำหนดการประชุมในช่วงต้นเดือนกันยายน 2025 เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่ยังคงค้างอยู่

คณะผู้แทนถาวรแห่งราชอาณาจักรไทยประจำสหประชาชาติ

นครนิวยอร์ก

วันที่ 24 กรกฎาคม 2025

UNSC

UNSC ทำหน้าที่อะไร ?

สำหรับ UNSC เป็น 1 ใน 6 องค์ประกอบหลักขององค์การสหประชาชาติ มีหน้าที่หลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า UNSC สามารถมีบทบาททั้งในเชิง “ป้องกันความขัดแย้ง” และ “ตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อสันติภาพ”

องค์ประกอบของ UNSC

  • สมาชิกถาวร 5 ประเทศ : สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน
  • สมาชิกไม่ถาวร 10 ประเทศ : มาจากการเลือกตั้งโดยสมัชชาใหญ่ มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี

ทั้งนี้ สมาชิกถาวรทั้ง 5 มี สิทธิวีโต้ หมายถึงสามารถคัดค้านมติใด ๆ ให้เป็นโมฆะได้ แม้สมาชิกส่วนใหญ่เห็นชอบก็ตาม

ทำไม UNSC จึงมีความสำคัญ ?

  1. เป็นกลไกเดียวของโลกที่มีอำนาจใช้มาตรการทางกฎหมายต่อประเทศต่าง ๆ
    • เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ, การสั่งห้ามขายอาวุธ หรือแม้แต่การอนุมัติใช้กำลังทางทหารเพื่อรักษาสันติภาพ
  2. เป็นเวทีต่อรองเชิงการทูตระดับสูง
    • การได้เป็นสมาชิก UNSC (แม้ไม่ถาวร) ช่วยให้ประเทศหนึ่งสามารถแสดงจุดยืนและมีบทบาทในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ
  3. ตัดสินใจเกี่ยวกับภารกิจรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operations)
    • ภารกิจเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสงบสุขในภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือเอเชียกลาง
  4. มีบทบาทในการจัดการวิกฤตโลก
    • ทั้งด้านความมั่นคง เช่น สงคราม, อาวุธนิวเคลียร์
    • หรือปัญหาข้ามชาติ เช่น การก่อการร้าย และภัยคุกคามจากไซเบอร์

ประเทศไทยกับ UNSC : บทบาทบนเวทีโลก

ประเทศไทยแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกถาวร แต่ก็เคยได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกไม่ถาวรของ UNSC มาแล้วถึง 2 ครั้ง ได้แก่

  • ครั้งแรก : ปี 2528-2529
  • ครั้งที่สอง : ปี 2539-2540

การได้รับเลือกเป็นสมาชิก UNSC เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ให้ร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับโลก

จุดเด่นของบทบาทไทยใน UNSC

  • สนับสนุนแนวทางสันติวิธีและการเจรจา
  • ผลักดันประเด็นความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น บทบาทของอาเซียน
  • แสดงจุดยืนกลาง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่ง

UNSC เวทีที่ทรงอำนาจของโลก

UNSC คือเวทีที่ทรงอำนาจที่สุดของโลกในด้านความมั่นคง การได้เข้าไปมีบทบาทในคณะมนตรีนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงสถานะของประเทศในประชาคมโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางนโยบายระหว่างประเทศของชาติสมาชิกอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่ได้เป็นสมาชิกถาวร แต่การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกไม่ถาวรในอดีต ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “สันติภาพโลก” ผ่านช่องทางการทูตอย่างสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

นายอำเภอกันทรลักษ์ เผยมีคนไทยเสียชีวิต 7 ราย หลังกัมพูชายิงเข้าในปั๊มน้ำมัน

สธ.ประณามโจมตีโรงพยาบาล

วานนี้(24 ก.ค.68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า จากเหตุการณ์ที่กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีอย่างไร้มนุษยธรรมต่อโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ และพื้นที่พลเรือนในอีกหลายจังหวัดตามแนวชายแดน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการคุกคามอธิปไตยของชาติ แต่ยังเป็นการเหยียบย่ำคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง

นายสมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในวันนี้ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.15 น. นั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะยอมรับได้ จากการโจมตีในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 35 ราย ในจำนวนนี้ต้องเสียชีวิตถึง 11 ราย และยังมีทหารผู้กล้าของเราได้รับผลกระทบอีก 8 นาย โดยมีรายละเอียดความสูญเสียในแต่ละพื้นที่ดังนี้

1.จังหวัดสุรินทร์ ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย โดยเป็นเด็กอายุ 8 ขวบ 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 1 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 3 ราย ส่วนทหารบาดเจ็บสาหัส 3 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 1 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย

2.จังหวัดอุบลราชธานี ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 4 ราย

3.จังหวัดศรีสะเกษ ประชาชนเสียชีวิต 8 ราย โดยเป็นเด็กอายุ 15 ปี 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 3 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 8 ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย และทหารเสียชีวิต 1 ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย

4.จังหวัดบุรีรัมย์ ประชาชนบาดเจ็บปานกลาง 1 ราย

“กระทรวงสาธารณสุขขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีโรงพยาบาลและประชาชนชาวไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง ซึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตนั้นมีเด็กผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย การทำร้ายเด็กถือเป็นการกระทำที่น่าละอายและไม่อาจให้อภัยได้ที่สุด” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวว่า โรงพยาบาลต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยเสมอ การจงใจยิงอาวุธใส่สถานพยาบาล คือการกระทำที่ข้ามเส้นแบ่งความเป็นมนุษย์ ดังที่มาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “โรงพยาบาลพลเรือนจะต้องไม่ถูกโจมตีไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ แต่จะต้องได้รับความเคารพและคุ้มครองจากคู่ขัดแย้งตลอดเวลา” การกระทำของกัมพูชาในครั้งนี้จึงเข้าข่ายการละเมิดอย่างร้ายแรง และถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” อย่างชัดเจน ผู้สั่งการและผู้ลงมือจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำอันเลวร้ายนี้เป็นการส่วนตัว

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ในนามของกระทรวงสาธารณสุข เราขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นที่สุด ดังนี้ 1.รัฐบาลกัมพูชาต้องแสดงความรับผิดชอบ และหยุดการกระทำโดยทันที และ 2.รัฐบาลกัมพูชาต้องร่วมเยียวยาความสูญเสียทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดวันนี้(25 ก.ค. 68) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อัพเดตข้อมูลเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียชีวิต 15 ราย มีการอพยพประชาชนแล้ว 131,456 ราย โรงพยาบาลปิดให้บริการ 7 แห่ง

รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยา เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ พร้อมด้วยนายอนนท์ ปลอดทุกข์ ผู้อำนวยการกองคลัง หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์

ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2568 วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้

  • 1.กรณีเสียชีวิต เป็นค่าจัดการศพ รายละ 1,000,000 บาท
  • 2.กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท
  • 3.กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
  • 4.กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท
  • 5.กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท

น.ส.ศศิกานต์กล่าวว่า รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยและรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดูแลและเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานทูต