สถานทูตสหรัฐฯ ขอไทย-กัมพูชา หยุดโจมตีใช้สันติวิธีแก้ปัญหา
สถานทูตสหรัฐฯ ขอไทย-กัมพูชา หยุดโจมตีในทันที ปกป้องพลเรือนและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น เตรียมเปิดประชุมฉุกเฉิน เหตุปะทะไทย-กัมพูชา
จากกรณีการปะทะระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา ที่บริเวณชายแดน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แถลงเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า สหรัฐอเมริกา แสดงความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อรายงานการสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงการที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้
เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอเรียกร้องให้มีการหยุดยิง ปกป้องพลเรือนและแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติในทันที
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ abcnews รายงานว่า จากเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. สถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐในประเทศไทย ได้แจ้งเตือนภัยด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ขอให้พลเรือนชาวสหรัฐที่อยู่ หรือเดินทางไปใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย และปรึกษากับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อรับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด

ปธ.อาเซียนขอไทย-กัมพูชาหยุดยิง
นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โพสต์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทย-กัมพูชา ถึงสถานการณ์การปะทะที่บริเวณชายแดน โดยมีเนื้อหาดังนี้ “เมื่อเย็นที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพื่อแสดงความกังวลต่อความตึงเครียดที่เกิดขึ้นที่บริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ”
“ในฐานะประธานอาเซียน ผมได้ร้องขอผู้นำทั้งสองประเทศให้มีการหยุดยิงในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายไปกว่านี้ และเปิดพื้นที่ให้กับการเจรจาสันติภาพและการแก้ปัญหาทางการทูต”
“ผมยินดีกับสัญญาณเชิงบวกและความเต็มใจที่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแสดงออกมาว่า จะพิจารณาหนทางดังกล่าวต่อไป โดยมาเลเซียพร้อมที่จะช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกกระบวนการดังกล่างด้วยจิตวิญญาณแห่งความสามัคคี และความรับผิดชอบร่วมกันของอาเซียน”
“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความแข็งแกร่งของอาเซียนตั้งอยู่บนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสันติภาพต้องเป็นทางเลือกร่วมกันเสนอ” นายกฯมาเลเซีย โพสต์ทิ้งทาย

UNSC เตรียมเปิดประชุมฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า รายงานด่วน : ณ เวลา 7.45 น. ข้อมูลล่าสุดระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (25 กรกฎาคม)
การประชุมด่วนครั้งนี้จะหารือถึงการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งริเริ่มขึ้นตามคำร้องขอของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ความคืบหน้านี้แสดงให้เห็นถึงการเรียกร้องโดยตรงของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศ ให้เข้าแทรกแซงความขัดแย้งชายแดนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
โดยก่อนหน้านี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊ก Hun Manet ส่งจดหมายลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ถึงอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรปากีสถานประจำสหประชาชาติ ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในปัจจุบัน แจ้งเรื่องการรุกรานด้วยอาวุธของไทยต่อกัมพูชา
เปิดหนังสือไทยแจงรัฐสมาชิก UN
มติชนรายงานว่า หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติได้ส่งหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปยังคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กทั้งหมด โดยมีเนื้อหาดังนี้
คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติ และขอแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์อันร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย อันเป็นผลจากการรุกรานทางทหารของประเทศกัมพูชา โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้
1.เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2025 ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวนตามเส้นทางปกติที่กำหนดไว้ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทย ทหารได้เหยียบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ส่งผลให้ทหาร 2 นาย ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสส่งผลถึงขั้นพิการถาวร ขณะที่ทหารนายอื่นๆ ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการตรวจสอบพบว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ทั้งหมดที่พบอยู่ในสภาพใหม่ ยังมีเครื่องหมายที่มองเห็นได้ชัดเจน หลักฐานบ่งชี้ว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่
ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไทยได้ยื่นรายงานประจำปีเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินการตามพันธกรณีในอนุสัญญาดังกล่าว ตามมาตรา 7 ของอนุสัญญาอย่างต่อเนื่อง รายงานดังกล่าวได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้วตั้งแต่ปี 2003 และต่อมา ได้ทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่เก็บไว้เพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยในปี 2019 ในทางตรงกันข้าม รายงานล่าสุดของประเทศกัมพูชาระบุว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 กัมพูชายังคงเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้
2.เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 เวลา 08.20 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฐานทหารไทยที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บทันที 2 นาย หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพกัมพูชาได้เปิดโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าต่อดินแดนของประเทศไทยใน 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
การกระทำที่ก้าวร้าว ไม่เลือกเป้า และขัดต่อกฎหมายต่อพลเรือนไทยเหล่านี้ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างน่าเศร้า ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาล และโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นกัน
ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ราย และบาดเจ็บ 24 คน ในจำนวนนี้ 8 คนอาการสาหัส มีประชาชนมากกว่า 102,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน
3.การโจมตีด้วยอาวุธอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ ของกองทัพกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อมาตรา 2(4) ของ กฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงหลักการแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ประเทศไทยได้ใช้ความอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด ต่อการโจมตีด้วยอาวุธซึ่งมีการเตรียมการล่วงหน้าโดยกัมพูชา แต่ถูกบังคับให้ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ
มาตรการในการป้องกันตนเองที่ไทยดำเนินการอยู่ในขอบเขตจำกัดเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่การขภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกองทัพกัมพูชาเท่านั้น
4.ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือน ทรัพย์สินของพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะมาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่หนึ่ง (ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย-การคุ้มครองโรงพยาบาล) และมาตรา 19 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 (ว่าด้วยการคุ้มครองหน่วยงานและสถานพยาบาล) การกระทำอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความยากลำบากแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์
5.ประเทศไทยยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี และปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อการใช้กำลังเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ
ประเทศไทยขอเรียกร้องต่อประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้กัมพูชายุติการใช้การสู้รบโดยทันที และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างสุจริตใจ ประเทศไทยขอยืนยันอีกครั้งถึงความพร้อมในการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ซึ่งมีกำหนดการประชุมในช่วงต้นเดือนกันยายน 2025 เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่ยังคงค้างอยู่
คณะผู้แทนถาวรแห่งราชอาณาจักรไทยประจำสหประชาชาติ
นครนิวยอร์ก
วันที่ 24 กรกฎาคม 2025

UNSC ทำหน้าที่อะไร ?
สำหรับ UNSC เป็น 1 ใน 6 องค์ประกอบหลักขององค์การสหประชาชาติ มีหน้าที่หลักในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า UNSC สามารถมีบทบาททั้งในเชิง “ป้องกันความขัดแย้ง” และ “ตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อสันติภาพ”
องค์ประกอบของ UNSC
- สมาชิกถาวร 5 ประเทศ : สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน
- สมาชิกไม่ถาวร 10 ประเทศ : มาจากการเลือกตั้งโดยสมัชชาใหญ่ มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี
ทั้งนี้ สมาชิกถาวรทั้ง 5 มี สิทธิวีโต้ หมายถึงสามารถคัดค้านมติใด ๆ ให้เป็นโมฆะได้ แม้สมาชิกส่วนใหญ่เห็นชอบก็ตาม
ทำไม UNSC จึงมีความสำคัญ ?
- เป็นกลไกเดียวของโลกที่มีอำนาจใช้มาตรการทางกฎหมายต่อประเทศต่าง ๆ
- เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ, การสั่งห้ามขายอาวุธ หรือแม้แต่การอนุมัติใช้กำลังทางทหารเพื่อรักษาสันติภาพ
- เป็นเวทีต่อรองเชิงการทูตระดับสูง
- การได้เป็นสมาชิก UNSC (แม้ไม่ถาวร) ช่วยให้ประเทศหนึ่งสามารถแสดงจุดยืนและมีบทบาทในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ
- ตัดสินใจเกี่ยวกับภารกิจรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Operations)
- ภารกิจเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความสงบสุขในภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือเอเชียกลาง
- มีบทบาทในการจัดการวิกฤตโลก
- ทั้งด้านความมั่นคง เช่น สงคราม, อาวุธนิวเคลียร์
- หรือปัญหาข้ามชาติ เช่น การก่อการร้าย และภัยคุกคามจากไซเบอร์
ประเทศไทยกับ UNSC : บทบาทบนเวทีโลก
ประเทศไทยแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกถาวร แต่ก็เคยได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกไม่ถาวรของ UNSC มาแล้วถึง 2 ครั้ง ได้แก่
- ครั้งแรก : ปี 2528-2529
- ครั้งที่สอง : ปี 2539-2540
การได้รับเลือกเป็นสมาชิก UNSC เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยมีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และได้รับความไว้วางใจจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ให้ร่วมตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับโลก
จุดเด่นของบทบาทไทยใน UNSC
- สนับสนุนแนวทางสันติวิธีและการเจรจา
- ผลักดันประเด็นความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น บทบาทของอาเซียน
- แสดงจุดยืนกลาง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่ง
UNSC เวทีที่ทรงอำนาจของโลก
UNSC คือเวทีที่ทรงอำนาจที่สุดของโลกในด้านความมั่นคง การได้เข้าไปมีบทบาทในคณะมนตรีนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงสถานะของประเทศในประชาคมโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางนโยบายระหว่างประเทศของชาติสมาชิกอีกด้วย
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่ได้เป็นสมาชิกถาวร แต่การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกไม่ถาวรในอดีต ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “สันติภาพโลก” ผ่านช่องทางการทูตอย่างสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

สธ.ประณามโจมตีโรงพยาบาล
วานนี้(24 ก.ค.68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า จากเหตุการณ์ที่กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีอย่างไร้มนุษยธรรมต่อโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ และพื้นที่พลเรือนในอีกหลายจังหวัดตามแนวชายแดน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการคุกคามอธิปไตยของชาติ แต่ยังเป็นการเหยียบย่ำคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง
นายสมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในวันนี้ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.15 น. นั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะยอมรับได้ จากการโจมตีในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 35 ราย ในจำนวนนี้ต้องเสียชีวิตถึง 11 ราย และยังมีทหารผู้กล้าของเราได้รับผลกระทบอีก 8 นาย โดยมีรายละเอียดความสูญเสียในแต่ละพื้นที่ดังนี้
1.จังหวัดสุรินทร์ ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย โดยเป็นเด็กอายุ 8 ขวบ 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 1 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 3 ราย ส่วนทหารบาดเจ็บสาหัส 3 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 1 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย
2.จังหวัดอุบลราชธานี ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 4 ราย
3.จังหวัดศรีสะเกษ ประชาชนเสียชีวิต 8 ราย โดยเป็นเด็กอายุ 15 ปี 1 ราย, บาดเจ็บสาหัส 3 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 8 ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย และทหารเสียชีวิต 1 ราย, บาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย
4.จังหวัดบุรีรัมย์ ประชาชนบาดเจ็บปานกลาง 1 ราย
“กระทรวงสาธารณสุขขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีโรงพยาบาลและประชาชนชาวไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง ซึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตนั้นมีเด็กผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย การทำร้ายเด็กถือเป็นการกระทำที่น่าละอายและไม่อาจให้อภัยได้ที่สุด” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์กล่าวว่า โรงพยาบาลต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยเสมอ การจงใจยิงอาวุธใส่สถานพยาบาล คือการกระทำที่ข้ามเส้นแบ่งความเป็นมนุษย์ ดังที่มาตรา 18 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “โรงพยาบาลพลเรือนจะต้องไม่ถูกโจมตีไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ แต่จะต้องได้รับความเคารพและคุ้มครองจากคู่ขัดแย้งตลอดเวลา” การกระทำของกัมพูชาในครั้งนี้จึงเข้าข่ายการละเมิดอย่างร้ายแรง และถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” อย่างชัดเจน ผู้สั่งการและผู้ลงมือจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำอันเลวร้ายนี้เป็นการส่วนตัว
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ในนามของกระทรวงสาธารณสุข เราขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นที่สุด ดังนี้ 1.รัฐบาลกัมพูชาต้องแสดงความรับผิดชอบ และหยุดการกระทำโดยทันที และ 2.รัฐบาลกัมพูชาต้องร่วมเยียวยาความสูญเสียทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดวันนี้(25 ก.ค. 68) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อัพเดตข้อมูลเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียชีวิต 15 ราย มีการอพยพประชาชนแล้ว 131,456 ราย โรงพยาบาลปิดให้บริการ 7 แห่ง
รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยา เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท
น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ พร้อมด้วยนายอนนท์ ปลอดทุกข์ ผู้อำนวยการกองคลัง หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2/2568 วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้
- 1.กรณีเสียชีวิต เป็นค่าจัดการศพ รายละ 1,000,000 บาท
- 2.กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท
- 3.กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
- 4.กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท
- 5.กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท
น.ส.ศศิกานต์กล่าวว่า รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยและรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดูแลและเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา