คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และการอุตสาหกรรมที่รัฐสภา โดยมีผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเข้าร่วมประชุมด้วย วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การหารือเกี่ยวกับปัญหาธุรกิจนอมินีต่างด้าวในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันนอมินีในประเทศไทยมีการพัฒนาไปไกลและซับซ้อนมากขึ้น มีการใช้กลไกทางกฎหมายและช่องโหว่หลายประการเพื่อเลี่ยงข้อห้ามการถือครองที่ดินโดยคนต่างชาติ ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานสอบสวนกลางสะท้อนให้เห็นว่า มีรูปแบบการดำเนินการที่เป็นระบบ โดยต่างชาติจะเข้ามาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย จากนั้นใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนามเพื่อให้ผ่านกฎหมาย เมื่อสามารถซื้อที่ดินได้แล้วจึงเปลี่ยนกลับไปเป็นต่างชาติถือหุ้นเต็ม 100% สุดท้ายทำให้เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าในปัจจุบันมีที่ดินในประเทศไทยอยู่ในมือของบริษัทไทยจริง ๆ หรืออยู่ภายใต้การครอบครองของนอมินีต่างชาติ
จากการประชุมคณะกรรมาธิการ ได้ใช้ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นเกินครึ่ง และนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการถือครองที่ดินของกรมที่ดิน ผลปรากฏว่ามีบริษัทหลายร้อยแห่งที่ถือครองที่ดิน แต่กลับไม่บันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงิน สะท้อนว่ามีการปกปิดการถือครองอย่างเป็นระบบ
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ที่ดินเหล่านั้นอยู่ในมือของคนไทยจริง ๆ หรือเป็นการครอบครองโดยต่างชาติที่ใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยตรงในประเทศไทย การปล่อยให้เกิดช่องว่างนี้ต่อไปจึงอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
หนึ่งในจุดที่ถือเป็นความก้าวหน้าคือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะกรรมาธิการ ที่เริ่มมีการหารือถึงมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหา โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลใหม่ที่จะเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมที่ดิน และกรมสรรพากร
ระบบนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส เพียงค้นหาจากชื่อบริษัทหรือชื่อกรรมการ ก็สามารถเห็นภาพรวมของการถือหุ้น การครอบครองที่ดิน และโครงสร้าง Ultimate Shareholder ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการซ่อนหุ้นไขว้ไปมา และเปิดเผยได้ว่าใครกันแน่คือผู้มีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างแท้จริง
จากการประชุมยังพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของบริษัทนอมินีไม่ได้เกิดจากต่างชาติเป็นฝ่ายคิดริเริ่ม แต่กลับมีสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีของไทยเป็นผู้แนะนำและชี้ช่องทาง เมื่อมีชาวต่างชาติสนใจซื้อที่ดินหรือประกอบธุรกิจ ก็มีการเสนอแนวทางจัดหาคนไทยมาเป็นผู้ถือหุ้นแทนเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย บางสำนักงานบัญชีถึงขั้นทำรายได้เสริมด้วยการจัดหาคนไทยมาเป็นผู้ถือหุ้นนอมินีให้โดยตรง นี่คือรากฐานที่ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างและตรวจสอบได้ยาก
อีกประเด็นที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตคือ ทำไมชาวต่างชาติถึงสามารถถือหุ้น 100% ได้อย่างถูกกฎหมายในบางกรณี ซึ่งปัจจุบันมีหลายเกณฑ์ที่เปิดโอกาส เช่น การได้รับสิทธิพิเศษจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หากบริษัทได้รับการส่งเสริมจาก BOI ก็จะสามารถถือหุ้นต่างชาติได้เต็มจำนวน โดยเฉพาะในธุรกิจที่รัฐต้องการดึงดูดการลงทุน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างจากบริษัทระดับโลก เช่น BYD หรือ Changan ที่เข้ามาลงทุนในไทยและได้รับสิทธิ BOI รองรับ
ปัญหาธุรกิจนอมินีต่างด้าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจทำให้ทรัพยากรที่ดินของไทยตกอยู่ในมือของต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ การพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใส และปิดช่องโหว่ที่ถูกใช้มาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากต่างชาติฝ่ายเดียว แต่ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสำนักงานกฎหมายและบัญชีที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” คอยเปิดทางให้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และการบังคับใช้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง