คอลัมน์ Market Move
ความดุเดือดของการแข่งขันในตลาดค้าปลีกยุโรปกำลังจะทวีความร้อนแรงขึ้นไปอีกขั้น หลังยักษ์ซูเปอร์มาร์เก็ตจากอังกฤษและฝรั่งเศสตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์เข้าจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อเสริมแกร่งธุรกิจ หวังต้านการรุกคืบของดิสเคานต์สโตร์สัญชาติเยอรมัน “อัลดิ” (Al-di) และ “ลิเดิล” (Lidl) ซึ่งเดินหน้ากวาดส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกยุโรปเพิ่มต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์เน้นขายสินค้าโอว์นแบรนด์ราคาต่ำเป็นพิเศษ ช่วยให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้จำนวนมาก จนผู้เล่นรายอื่นไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เทสโก้” เชนซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ที่สุดของอังกฤษ และ “คาร์ฟูร์” เชนซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้ประกาศแผนจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการภายใน 2 เดือนข้างหน้า หวังสกัดการขยายตัวของคู่แข่งสำคัญอย่างอัลดิและลิน
โดยในความร่วมมือนี้ 2 ยักษ์ใหญ่จะร่วมกันเจรจาและสั่งซื้อสินค้ากลุ่มโอว์นแบรนด์ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ภายใน เช่น รถเข็นช็อปปิ้ง อุปกรณ์ทำความสะอาด จากซัพพลายเออร์ทั้งเล็กและใหญ่ โดยใช้ขนาดธุรกิจซึ่งมีสาขารวมกัน 1.9 หมื่นสาขาทั่วโลก และยอดขายกว่า 1.28 แสนล้านปอนด์ เป็นเครื่องมือต่อรองให้ได้ราคาที่ดีขึ้น ในขณะที่คุณภาพและความหลากหลายเพิ่มขึ้น เสริมแกร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายในด้านราคาและไลน์อัพสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโอว์นแบรนด์ที่เป็นจุดแข่งขันหลักของธุรกิจค้าปลีกยุโรปในปัจจุบัน
“เดฟ ลูอิส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสโก้ย้ำว่า ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านไลน์อัพสินค้าและความสามารถในการจัดซื้อของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน นอกจากจะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว ลูกค้ายังได้ประโยชน์จากราคาและคุณภาพสินค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย
ด้านนักวิเคราะห์มองความร่วมมือนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการปรับตัวในธุรกิจค้าปลีกยุโรปเพื่อรับมือกับดิสเคานต์สโตร์ที่อาศัยจำนวนสาขาระดับหมื่นสาขา และยอดขายมหาศาลเป็นเครื่องต่อรองกับซัพพลายเออร์จนได้ราคาต่ำพิเศษ อีกทั้งยังเน้นขายสินค้าโอว์นแบรนด์ที่ราคาถูก แต่สัดส่วนกำไรสูง จนสามารถชิงฐานผู้บริโภคจากซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรุกคืบของยักษ์อีคอมเมิร์ซอย่าง “อเมซอน”
“ปัจจุบันสินค้าโอว์นแบรนด์และสินค้าของกลุ่มสตาร์ตอัพถูกใจผู้บริโภคมากกว่าสินค้าจากแบรนด์หลัก เนื่องจากมีนวัตกรรมและความหลากหลาย ในขณะราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า จึงทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกพยายามผลักดันสินค้าโอว์นแบรนด์ออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นจุดแข่งขันหลักของตลาด”
นอกจากนี้ผู้ประกอบการในอังกฤษยังต้องเร่งปรับตัวเป็นพิเศษ เนื่องจากความเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าอาหารที่อาจจะพุ่งขึ้นถึง 22% หลังการแยกตัวจากสหภาพยุโรปอีกด้วย
โดยที่ผ่านมาซูเปอร์มาร์เก็ตพยายามตอบโต้กับความท้าทายเหล่านี้ทั้งด้วยการแข่งขันราคา และการผนึกความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ให้ได้ราคาต่ำลง และป้องกันความเสี่ยงหลังแยกตัวจากสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้คาร์ฟูร์เซ็นสัญญา 5 ปีกับ “ซิสเตม ยู” เพื่อร่วมมือจัดหาสินค้า เช่นเดียวกับ “กาสิโน กรุ๊ป” ค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเศสอีกราย เดินสายจับมือกับพันธมิตรหลายรายรวมถึงอเมซอนและเมโทรเพื่อเสริมแกร่งด้านจัดหาสินค้า ขณะที่ในประเทศอังกฤษ “เอเอสดีเอ” (Asda) และ “เจ เซนส์บิวรี่ “(J Sainsbury) เชนซูเปอร์มาร์เก็ต 2 รายตัดสินใจรวมธุรกิจเข้าด้วยกัน
ทั้งนี้หลายฝ่ายคาดว่า มีโอกาสสูงที่พันธมิตรระหว่างเทสโก้และคาร์ฟูร์จะขยายวงไปครอบคลุมสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ด้วย
โดยต้องรอดูกันว่าการร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในตลาดค้าปลีกยุโรป และผู้ประกอบการรายอื่น ๆ จะปรับตัวกันอย่างไร โดยเฉพาะ “อัลดิ” และ “ลิเดิล” ซึ่งถูกหลายฝ่ายมองเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้