นักวิจัย MIT ยืนยัน “รูโหว่โอโซน” ขั้วโลกใต้เริ่มฟื้น พิธีสารมอนทรีออลได้ผลจริง-ขยับเข้าใกล้เป้าหมายวันโอโซนโลก
ท่ามกลางกระแสตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวดีจากวงการวิทยาศาสตร์ได้ปรากฏขึ้นก่อนถึงวันโอโซนโลก (World Ozone Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กันยายนของทุกปี เมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เผยแพร่ผลวิจัยล่าสุด ยืนยันว่าชั้นโอโซนบริเวณแอนตาร์กติกากำลังฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากความร่วมมือของนานาชาติในการลดการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศ
งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า การฟื้นตัวของชั้นโอโซนมีความเชื่อมั่นทางสถิติสูงถึง 95% ว่าเกิดจากการลดการปล่อยสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ที่เคยใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและสเปรย์อัดแรงดัน การค้นพบนี้สะท้อนความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออลที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งเป็นต้นทางของวันโอโซนโลกในปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ซูซาน โซโลมอน นักวิจัยอาวุโสของโครงการเปิดเผยว่า นี่คือหลักฐานเชิงปริมาณครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าพิธีสารมอนทรีออลได้ผลจริง และชั้นโอโซนของโลกกำลังฟื้นคืนกลับมา พร้อมระบุว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ภายในปี 2035 อาจได้เห็นปีที่ไม่มีรูโหว่โอโซนเลยในเขตแอนตาร์กติกา
ทีมวิจัยนำเทคนิค Fingerprinting ซึ่งใช้แยกผลกระทบจากมนุษย์ออกจากความผันแปรทางธรรมชาติ มาประยุกต์วิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2005 จนพบลายเซ็นการฟื้นตัวของชั้นโอโซนที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2018
วันโอโซนโลกซึ่งเวียนมาครบรอบในเดือนกันยายนนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของชั้นโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์ โดยความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อโลกจับมือกันจริงจัง มนุษย์สามารถเยียวยาธรรมชาติได้
งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) และองค์การ NASA สหรัฐ โดยทีมนักวิจัยต่างเชื่อมั่นว่าโมเดลความร่วมมือแบบพิธีสารมอนทรีออลอาจเป็นแนวทางที่โลกสามารถนำมาใช้เพื่อจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือมลภาวะทางอากาศ