เปิด 3 มุมมองธุรกิจ-การแพทย์ พลิกเกม AI ใช้งานแกร่ง-ตอบโจทย์ยั่งยืน
เปิด 3 มุมมองธุรกิจ-การแพทย์ วันที่เอไอเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในชีวิต เอไอเอสแชร์แนวคิดดึงเอไอช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัล วงการแพทย์ใช้อวตารปรึกษาปัญหาซึมเศร้า ลดจำนวนการฆ่าตัวตายต่อปี ด้านธุรกิจไรเดอร์ใช้เอไอจัดการระบบตั้งแต่ต้นจดปลาย ดึงสกิลเอไอใช้งานให้มีประสิทธิภาพ แต่ตัวตนไม่ถดถอย และอยู่กับมันอย่างไรให้ยั่งยืน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอในทุกวันนี้ถูกพัฒนาให้ฉลาดล้ำลึก และกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ช่วยทำงาน ตัดสินใจ และใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกันไม่ว่าจะชอบใช้มัน หรืออยากจะหลีกเลี่ยงมันอย่างไรก็หนีไม่พ้น เพราะในตอนนี้ เอไอเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วเราเองจะอยู่กับมันอย่างไรให้ยั่งยืน
การสนทนาภายใต้หัวข้อ “Panel Discussion : อยู่กับ AI อย่างไรให้ยั่งยืน” จัดโดย ประชาชาติธุรกิจ กำลังให้คำตอบกับเรา ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เอไอแทรกซึมเข้ามาในทุกช่วงชีวิต แทรกซึมทุกอณู ทำให้เส้นแบ่งโลกจริงกับโลกเสมือนบางลงเรื่อย ๆ “สายชล ทรัพย์มากอุดม” หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) กล่าวว่า ทักษะดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ เอไอเอสเองได้ก้าวขึ้นมาทำ Digital Wellness โครงการที่เรียกว่า “AIS อุ่นใจไซเบอร์” โฟกัส 3 เรื่องด้วยกัน
1. พัฒนาหลักสูตรเพื่อ “ให้ความรู้” ตั้งแต่ปี 2562 ให้เข้ากับบริบทของคนไทย
2. วัดระดับทักษะดิจิทัลของคนไทย
- ป้องกันและแก้ไขด้วย Spam Report Center
“ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่เราได้วัดทักษะดิจิทัลของคนไทย ผลสำรวจพบว่า กลุ่มที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงที่สุด คือ เด็กอายุ 10-15 ปี และ Sliver Deneration (60 ปีขึ้นไป) และกว่า 58% ไม่รู้ถึงสิทธิของตัวเองในการใช้เอไอ”
สายชล ยกตัวอย่างคอนเทนต์เอไอในปัจจุบันว่า ทุกวันนี้คลิปวิดีโอก็ไม่สามารถทราบได้ว่า มีที่มาจากเอไอหรือไม่ แม้เราอยู่ในวงการที่ใช้เอไอก็ตาม

DMIND เอไอรักษาใจ
ขณะที่ “รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์” รองคณบดีนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดิจิทัล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผย แง่มุมของการใช้งานเอไอส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตของผู้ใช้งานว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าของเอไอมีส่วนช่วยทางการแพทย์อย่างมาก อาทิ การเอกซ์เรย์ปอด อัลตราซาวนด์ตับ หรือแม้แต่มะเร็งในลำไส้ ทั้งยังมีประสิทธิภาพจนปฎิเสธไม่ได้ว่า การที่เราต้องการความถูกต้องในการรักษาและลดความผิดพลาดนั้นต้องการเอไอเข้ามาช่วย
แต่ในแง่ของสุขภาพจิต กรณีตัวอย่างที่มีคนฆ่าตัวตายจากการคุยแชตกับบอต ทำให้ทักษะสังคมของเด็กมีประสิทธิภาพน้อยลง และมีผลสำรวจว่า ภาวะทางจิตของคนไทยแย่ลงเรื่อย ๆ หลังโรคระบาดโควิด-19 เอไอก็ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงแพทย์ หรือจิตแพทย์ได้มากขึ้น ทำให้เทรนด์การรักษาด้วยเอไอสูงขึ้น เพราะมันช่วยทั้งภาวะการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า จากภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญ
ปัญหาสำคัญของโรคซึมเศร้าที่มี “Gloden Minute” หรือ “นาทีทอง” จังหวะชีวิตที่มีความต้องการในการฆ่าตัวตายสูง ขณะที่กรมสุขภาพจิตที่มีสายด่วน 1323 รับสายไม่ทัน จึงได้มีการใช้เทคโนโลยีในการคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะหนักที่สุดก่อน โดยใช้ชื่อว่า “DMIND” ในหมอพร้อม เริ่มต้นพูดคุยกับอวตาร เก็บข้อมูลสีหน้า คำพูด และน้ำเสียงมาประมวลผลว่าอยู่ในระดับไหน
ขณะเดียวกันหากไม่ได้อยู่ในระดับวิกฤตที่สายด่วนจะติดต่อกลับไปภายใน 24 ชม. ก็จะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวเพื่อรักษาสิทธิของผู้ใช้งานด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิตก็สามารถช่วยเหลือได้แล้วกว่า 10,000 คน

จัดระบบขนส่งกลางเมือง
ด้าน “ดร.กฤษกา กฤตยากีรณ” CEO & Cofounder MuvMi เจ้าของธุรกิจแก้ปัญหาการจราจรในเมืองด้วยรถอีวีก็ได้เล่าประสบการณ์การใช้เอไอช่วยจัดการกับธุรกิจนี้ว่า สิ่งที่เรามีคือ การจัดระบบการเดินทาง ผู้ใช้งานกลุ่มไหนใช้เส้นทางใกล้เคียงกันก็ใช้ระบบจัดการให้ขึ้นรถคันเดียวกัน
ตอนนี้เราให้บริการมาแล้ว 20 ล้านคัน วันละ 30,000 คน กับจำนวนรถอีวีเพียง 800 คัน ดร.กฤษกายอมรับว่า ถ้าไม่ได้เอไอก็ไปไม่รอด เพราะคนที่ดูแลระบบเบื้องหลังมีเพียง 3 คน แต่ใช้เอไอเข้ามาช่วยจัดทำระบบเส้นทาง การจัดการรถ และการเก็บสถิติ User Analysis ฟีดแบ็กการใช้งานของผู้ใช้เพื่อสามารถจัดโปรโมชั่นและปรับปรุงการทำงานของไรเดอร์ให้เข้าถึงและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้เอไอช่วยด้าน Customer Service เพื่อกลั่นกรองอารมณ์และเน้นมองเห็นปัญหาให้ทีมงานได้เข้าไปแก้ไขได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยปรับปรุงด้านความปลอดภัยจากการใช้สถิติการใช้งานมาเทียบเคียงข้อมูลการขับรถของไดรเวอร์ตามคำรีวิว สถิติอุบัติเหตุ เพื่อให้มีการปรับปรุงการขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

พลิกเกม AI ใช้ให้รุ่ง
ซึ่งนอกจากการใช้เอไอเข้ามาช่วยด้านการรักษาและการทำธุรกิจแล้ว ด้านข้อดี-ข้อเสียของเอไอที่ต้องระวัง รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ระบุว่า เอไอมีทั้งคุณและโทษ เราจึงต้องโฟกัสว่า เราจะใช้มันอย่างไรให้มันเก่งขึ้น แทนการเชื่อมั่นในเอไอมากเกินไป ข้อแรก คือ ต้องค้านก่อน แล้วหาเหตุผลมาอ้างอิง ข้อสอง คือ ใช้เอไอแล้วคิดต่อ และต้องมีเรื่องของ Critical Thinking และมีความมั่นใจ เราจะเป็นมนุษย์ที่ฉลาดกว่า และยังสู้กับเอไอได้อยู่
ด้าน ดร.กฤษกา เจ้าของธุรกิจที่ใช้เอไอดูแลทั้งระบบ กล่าวว่า เราต้อง Concern การใช้งานอุปกรณ์ที่ทรงพลังนี้ เนื่องจากมีทั้งคุณและโทษ จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ใช้งาน เขายกตัวอย่างมูฟมี ว่า ธุรกิจของเราพยายามทำเป็นหยินหยาง แม้ว่าจะใช้เอไอในการเก็บข้อมูลมาออก แต่ก็จะมีคนเข้ามาใช้งานและตั้งคำถามกลับเสมอ ซึ่งหมายความว่า ให้มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการใช้งานเอไอด้วย
ทั้งนี้ สายชลทิ้งท้ายว่า การใช้งานเอไอ ทุกเจเนอเรชั่นจะต้องเรียนรู้ ทำงาน และอยู่กับมัน ฝึกฝนเพื่อมีทักษะดิจิทัล และที่สำคัญ ต้องมี Critical Thinking ใช้เอไอให้เป็นประโยชน์ ต้องรู้จักเถียง และวิพากษ์ นำมาสู่ AI Literacy ที่เอไอเอสพยายามพัฒนาส่วนต่อขยายหลักสูตรและจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้