ดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ร่วงเหลือ 66 คาด Q4 ฟื้นรับไฮซีซั่น
ท่องเที่ยว
ผลสำรวจชี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจฝืด ความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ขณะเดียวกันคาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวได้จากฤดูท่องเที่ยวช่วงปลายปี โดยเฉพาะภาคเหนือและใต้
นางสาวผกากรอง เทพรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เปิดเผยผลการสำรวจสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม-16 กันยายน 2568 โดยทำการสำรวจสถานประกอบการทั่วประเทศ 740 แห่ง รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย 450 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 310 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 66 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567 และปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19
ดัชนีคาดการณ์ไตรมาสหน้าอยู่ที่ 72 รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว คาดการณ์สถานการณ์การท่องเที่ยวในไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสานที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้มากขึ้น
ปัจจัยลบยังรุมเร้า เศรษฐกิจฝืด-ภัยธรรมชาติ-ความไม่มั่นใจ
ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในไตรมาสนี้ ได้แก่ ภาวะเงินฝืดในประเทศ, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, ความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวจีน, อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “วิภา”, เหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบการท่องเที่ยวจากยุโรป
สำหรับปัจจัยบวกหนุนบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้จากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย พบว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และการฟื้นตัวของสายการบิน รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงวันชาติของมาเลเซีย (16 กันยายน) ส่งผลดีอย่างชัดเจนต่อจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยในวันดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางเข้าสู่ไทยกว่า 70,000 คน จนเกิดปัญหาการจราจรติดขัดนานกว่า 3 ชั่วโมง
เปรียบเทียบตามภูมิภาค : ภาคใต้ยังแข็งแกร่ง กรุงเทพมหานครชะลอตัวมากที่สุด
โดยกรุงเทพมหานคร ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้วและไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ภาคใต้ ปรับตัวดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือนกันยายน ส่วนภาคเหนือ สถานการณ์ลดลงจากปีที่แล้ว แต่คาดว่าจะฟื้นตัวแรงที่สุดในไตรมาสหน้า ขณะเดียวกัน ภาคกลางและภาคอีสาน : คาดว่าจะมีสถานการณ์ต่ำที่สุดในไตรมาสหน้า
สำหรับการเปรียบเทียบตามประเภทธุรกิจ อย่างบริษัทนำเที่ยว สถานการณ์ลดลงชัดเจนมากที่สุดในไตรมาสนี้, สถานบันเทิง ฟื้นตัวสูงที่สุด, ร้านอาหาร รายได้ลดลงเล็กน้อย ขณะที่ ร้านของฝาก/ของที่ระลึก ความเชื่อมั่นต่ำที่สุดทั้งปีนี้ ปีที่แล้ว และคาดว่าในไตรมาสหน้าก็ยังคงต่ำ เนื่องจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เน้นประหยัดและไม่ซื้อของฝาก
รายได้ของผู้ประกอบการลดลงเหลือเพียง 44% เทียบปี 2562
นางสาวผกากรองบอกอีกว่า เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 รายได้ของสถานประกอบการลดลงเหลือเพียง 44% โดยเคยฟื้นตัวสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2566 ที่ 64% ก่อนจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความเปราะบางของอุตสาหกรรมนี้จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยว
ส่วนจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 87% ของช่วงก่อนโควิด โดยภาคเหนือและตะวันออกมีการฟื้นตัวของแรงงานดีที่สุด ในขณะที่กรุงเทพมหานครยังมีแรงงานต่ำกว่าภูมิภาคอื่น สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและการปิดกิจการที่ยังมีต่อเนื่อง
ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 53% ภาคใต้สูงสุด ภาคกลางต่ำสุด โดยภาคใต้ อัตราการเข้าพักสูงสุดอยู่ที่ 62% ส่วนภาคกลาง ต่ำสุดอยู่ที่ 46% ส่วนหนึ่งเกิดจากอุทกภัยและจำนวนการเดินทางที่ลดลง
นอกจากนี้ ในเรื่องของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 3 อยู่ที่เพียง 3,131 บาทต่อคนต่อทริป ต่ำสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีที่ผ่านมา อาจสะท้อนภาวะเงินฝืด รายจ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน
จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศลดลงจาก 79% เหลือ 41% ซึ่งจากการสำรวจ พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 79% ขณะที่ไตรมาส 1 ปีนี้ อยู่ที่ 61%, ไตรมาส 2 อยู่ที่ 31% และไตรมาส 3 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 41%
ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง จาก 50,000 เหลือ 40,006 บาทต่อคน
สำหรับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 40,006 บาทต่อทริป ลดลงจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 50,000 บาท โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ใช้จ่ายมาก แต่ลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวลดลง โดยนักท่องเที่ยวจีนเคยใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 50,000 บาทต่อทริป ปัจจุบันเหลือประมาณ 40,000 บาท ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปใช้จ่ายรวมสูงสุดกว่า 70,000 บาท แต่เฉลี่ยต่อวันเพียง 3,000 กว่าบาท
ขณะที่ นักท่องเที่ยวแบบ F.I.T. (Free Independent Traveler) เพิ่มขึ้นถึง 80% และในจำนวนนี้มี Backpacker ถึง 38% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายน้อย เน้นประหยัด
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และโครงสร้างพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ไตรมาสหน้าจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น แต่หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” อาจส่งผลให้การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงซบเซา และกระทบต่อธุรกิจในหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง