รฟม. สันนิษฐานถนนทรุด มาจากดินไร้เสถียรภาพ เร่งฟื้นพื้นที่กลับมาภายใน 2 สัปดาห์
รฟม. ไล่ลำดับเหตุการณ์ถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาล แจงไม่ได้นิ่งนอนใจ ยืนยันแก้ไข-เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แบ่งการจัดการเป็น 2 ระยะ จัดการให้พื้นที่กลับมาใช้งานให้เร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์ และรีบแก้ไขภายในอุโมงค์-สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินให้กลับมามั่นคงแข็งแรง
การผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ชี้แจงกรณีถนนบริเวณหน้าวชิรพยาบาลทรุดตัวลงเมื่อวานที่ผ่านมา (24 ก.ย.) ในนามของ รฟม. และกิจการร่วมค้า CKST และผู้คุมงาน กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ระบุว่า กราบของอภัยทั้งทางผู้ป่วยและผู้ใช้บริการโรงพยาบาล ประชาชนสัญจรไปมา และผู้อยู่อาศัย เราจะพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อกลับมาใช้งานและสัญจรได้อย่างปกติโดยเร็ว รวมทั้งการเยียวยาและดูแลผลกระทบอย่างเต็มที่
โดยไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
05.00 น. เหตุการณ์เริ่มเป็นที่ประจักษ์พื้นผิวถนนมีการต่างระดับ
05.30 น. เริ่มมีน้ำเอ่อมาผิวถนน ตำรวจลงพื้นที่จัดการ โดยการจรจาลดลงเหลือ 1 ช่องทาง เหตุการณ์ช่วงนี้ทางโครงการได้มีการประสานการประปานครหลวงให้มาจัดการแก้ไข
07.00 น. สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการพังทลายของพื้นผิวจราจรลงไปอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่เห็นจริง ๆ คือดินและน้ำหายไปจากบริเวณนี้เป็นวงกว้าง และลึก ย้ำหายเข้าไปในตัวโครงสร้างที่เป็นห้องโถงของผู้โดยสาร และชั้นชานชาลาที่เป็นอุโมงค์สองชั้น ที่ได้มีการเจาะด้วยหัวเจาะมาเรียบร้อยแล้ว ตัวดินและน้ำเหล่านี้เข้าไปสะสมในสถานีลึกเข้าไปจากผนังไปถึงสถานีประมาณ 50 เมตร ส่วนหนึ่งเข้าไปในตัวอุโมงค์ชั้นบนประมาณ 10 เมตร”
การอธิบายของลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อจะแจ้งว่าทาง รฟม.ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ต้องขอเวลาให้ผู้เชี่ยวชาญในมิติต่าง ๆ เข้ามาตรวจสอบรายละเอียด แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีปริมาณดินและโคลนจำนวนมาก ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อดำเนินการ โดยการทำได้เบื้องต้นคือ พยายามหยุดการเคลื่อนตัวและการพังทลายของดินเพิ่มเติม และทำให้สภาพพื้นที่บริเวณที่ได้รับความเสียหายให้ประชาชน รวมทั้งสถานพยาบาลกลับมาใช้งานตามปกติได้โดยเร็วที่สุด
โดยจากการสันนิษฐานเบื้องต้น คาดว่าสาเหตุของเหตุการณ์ถนนทรุดนี้น่าจะเกิดจากสภาพของดินในบริเวณร่วมกับในดินทำให้สภาพของดินเปลี่ยนพฤติกรรมไป เสถียรภาพของดินก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้เกิดการทรุดตัว ประกอบกับน้ำเสียที่มาจากการชำรุดของท่อ ผสมปนเปเข้าไปกับดิน สภาพของดินที่เสียเสถียรภาพอยู่แล้วก็ยิ่งเสียมากขึ้นไปอีก
ปริมาณน้ำจึงเอ่อขึ้นมา และส่วนหนึ่งก็พยายามที่จะลงไปข้างล่างตามช่องว่างต่าง ๆ ท้ายที่สุดก็เริ่มเข้าไปในช่องว่างระหว่างตัวสถานี ด้วยแรงดันมหาศาลของดินและน้ำจึงไหลเข้าไปในช่องว่างอย่างที่เห็น
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของ รฟม. มีการดำเนินการเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว ด้วยเทคนิคที่เป็นมาตรฐานทางวิชาการ การออกแบบด้วยผู้รับจ้างที่เป็นมืออาชีพ และมีมาตรฐานในการดำเนินการมาโดยตลอด สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งแรก และเป็นเหตุการณ์พิเศษ ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม, รฟม. และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันตรวจสอบหาต้นตอที่แท้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเราจะกำหนดมาตรการและหลักการคำนวณเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
และขอสรุปการแก้ไขสถานการณ์นี้เป็น 2 ระยะคือ
1.เร่งคืนพื้นที่ให้เร็วที่สุด เรามีการคำนวณเบื้องต้น พบว่าสถานการณ์ในตอนนี้ ดินกลับมามีเสถียรภาพแล้วพอสมควร และการเสียหายหลงเหลือเพียงเล็กน้อย หลังจากนี้จะมีการอุดรูรั่วด้วยการใช้กระสอบทรายจำนวน 50,000 ลูก เพื่ออุดรูรั่วระหว่างอุโมงค์และสถานี หลังจากนั้นจะมีการผสมกลบด้วยซีเมนต์ก่อนที่จะกลบทับด้วยดินหรือทรายเพื่อให้พื้นผิวกลับมาเข้าสู่ระยะปกติ และทำพื้นถนนชั่วคราวก่อน เพื่อเปิดให้การจราจรถนนสามเสนกลับมาใช้ได้เร็วที่สุด ภายใน 2 สัปดาห์
2.แก้ไข ซ่อมแซมตัวอุโมงค์และสถานีกลับมาทำงานได้ปกติ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ รฟม. ผู้รับจ้าง และผู้เชี่ยวชาญจะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียด และการวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงมิติของการซ่อมแซมตัวอาคารที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เช่น สถานีตำรวจและโรงพยาบาลให้กลับมามั่นคงแข็งแรงอีกครั้ง
ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทาง รฟม. และผู้รับจ้างต้องกราบขออภัยทั้งผู้ใช้บริการวชิรพยาบาล และประชาขนที่สัญจรบนบริเวณนี้ที่ได้รับทั้งหมด เราจะพยายามเร่งรัดดำเนินการแก้ไขในระยะที่ 1 ให้เร็วที่สุด และจะมีการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยจะมีการแจ้งและประสานงานในช่องทางต่าง ๆ”