เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ล้มแผนแก้สัญญารถไฟไฮสปีด พิพัฒน์ ลดทุกราคา รถไฟฟ้า-ค่ารถเมล์-เรือ

01 ต.ค. 2568 | 15:55น.

คิกออฟ 1 ตุลาคม 2568 งานแรกหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เจ้ากระทรวงราชรถ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวง พร้อมมอบนโยบายทิศทางการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลอนุทิน ในช่วง 4 เดือนจากนี้ก่อนยุบสภาและระหว่างทางรอก่อนการเลือกตั้งกลางปี 2569

ลดราคาทุกค่าเดินทาง รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ

หลังประชุมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ ลงมาพบสื่อ ก่อนอธิบายทำความเข้าใจ ถึงการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หลังที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก (30 กันยายน) มีมติยกเลิกและต่อการดำเนินโครงการสำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง อีก 2 เดือน โดยจะสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

เจ้ากระทรวงคมนาคม ระบุว่าเมื่อครบกำหนด 30 พฤศจิกายน นายกฯ สั่งให้กระทรวงคมนาคม ทำแผนเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ หรือมีแนวทางแก้ปัญหาช่วยค่าครองชีพประชาชนด้านอื่น ๆ โดยให้ศึกษาร่วมกับกระทรวงการคลัง

ขณะนี้ ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม มีแนวทางแล้ว คือเรื่องตั๋วร่วม จะไม่ใช้แค่ระบบราง แต่จะใช้ร่วมกับรถเมล์ด้วยซึ่งจะทำเป็นขั้น ๆ แต่คิดว่าคงไม่สำเร็จทั้งระบบภายใน 4 เดือน แต่จะพยายามดูว่าระบบรางในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีทางช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างไร เพราะไม่ต้องการให้รัฐนำงบประมาณมาซัพพอร์ตปีละเกือบ 2 หมื่นล้าน

โดยนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงคมนาคม ส่งผลศึกษาอย่างช้าภายใน 25 พฤศจิกายน ก่อนที่การต่ออายุรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะหมดอายุ 30 พฤศจิกายน เพื่อหาแนวทางดำเนินการต่อ

“นายกฯ สั่งมาแล้ว ส่วนรายละเอียดปลัด (ชยธรรม์) มีไอเดีย คมนาคมต้องหารือกับคลัง ส่วนบทสรุปเป็นอย่างไรต้องรอผลหารือ แต่คิดว่าไม่เสร็จครบภายใน 4 เดือน เพราะต้องคุยกับภาคเอกชน แต่ผมจะพยายามหาทางออกให้ได้ พยายามทำให้เห็นผลออกมาชัดเจนใน 4 เดือน อะไรที่เป็นนโยบายควิกวินได้จะรีบทำ” พิพัฒน์ ระบุ

ส่วนมาตรการลดค่าครองชีพอื่น ๆ เช่น รถเมล์ เรือ รมว.คมนาคม ยืนยันว่า จะรีบหารือปลัด คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องชัดเจนภายใน 4 เดือน

คมนาคม

ล้มแผนแก้สัญญา รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา (แนวเส้นทางผ่าน 5 จังหวัด กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) โครงการนี้ล่าช้าล่วงเลยมานานมากว่า 6 ปี รมว.คมนาคม เผยว่า หลังจากการพูดคุยกับปลัดคมนาคมเบื้องต้น หลังจากนี้จะไปหารือกับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รวมถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน ว่าจะเดินหน้าหรือทำต่ออย่างไร

“ขอพูดไว้ ณ ที่นี้ สำหรับ 4 เดือนบวกอีก 4 เดือน ช่วงการเลือกตั้งและรอการตั้ง ครม. อะไรที่รัฐเสียหายผมจะไม่ทำ”

ต่อข้อซักถามว่า โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินต้องล้มเลิกสัญญาหรือไม่ รมว.คมนาคม ระบุว่า ตนยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอหารือกับอีอีซี ผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานก่อน จะพยายามเร็วที่สุดเพื่อหาทางออก เพราะโครงการนี้ล่าช้ามานานแต่ความเสียหายเกิดขึ้นตลอด แต่ยืนยันส่วนตัวจะไม่เปิดช่องให้เอกชนแก้ไขสัญญาแล้ว อะไรที่ผิดกฎหมายหนัก ๆ จะไม่ทำเพราะสุดท้ายอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง

ต่อไปนี้ไม่มี ‘รถเมล์ร้อน’ มีแต่ รถ EV ติดแอร์  

สำหรับนโยบายการสนับสนุนใช้พลังงานสะอาดซึ่งเป็นอีกนโยบายหลักรัฐบาลอนุทิน รมว.คมนาคม เผยว่า อนาคตอันใกล้จะมีโครงการเปลี่ยนรถเมล์ไฟฟ้า (EV) เพื่อทดแทนรถเมล์สันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน ซึ่งจะทำให้มลภาวะดีขึ้น โดยให้เอกชนดำเนินการ และจะยกเลิกระบบรถเมล์พัดลม (เมล์ร้อน) เป็นรถติดตั้งเครื่องปรับอากาศทดแทน

ส่วนการดูแลค่าโดยสารผู้ใช้บริการที่เคยนั่งรถร้อน จะมีการหารือจะช่วยอย่างไร เช่น ช่วยดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ 60 กลุ่มนักเรียนนักศึกษา หรือนักศึกษาจบใหม่รายได้ไม่มาก เป็นต้น เพื่อไปสู่ซึ่งเป้าหมายทำให้ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯและปริมณฑล ลดความแออัดไปพร้อมลดการสูญเสียพลังงาน  เพราะประเทศไทยผลิตน้ำมันได้น้อย ฉะนั้นจึงจะสนับสนุนการใช้รถอีวี

“4 เดือนนี้เราพยายามเปลี่ยนรถเมล์ร้อน 1,520 คัน ให้เป็นรถอีวี โดยให้เอกชนเข้ามานำเสนอราคา ขณะนี้ ขสมก.มีแผนแล้วเพื่อให้ส่งมอบรถคันแรก ภายใน 30 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะดำเนินการส่งมอบทั้งหมดให้ครบ 1,520 คัน ภายใน 180 วัน”

รมว.คมนาคม ระบุอีกว่า แผนการพัฒนาระรถเมล์ในอนาคตอาจจะไม่ต้องใช้กระเป๋ารถเมล์ เปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แต่พนักงานขับรถยังคงต้องมี ซึ่งอนาคตจะไม่มีการแยกรถร้อนหรือรถเย็น มีอย่างเดียวคือรถอีวี ที่มีเครื่องปรับอากาศ ส่วนค่าโดยสารต้องรอหารือ

“ถนนพระราม 2” เสร็จก่อนสงกรานต์ 69 “M6” ต้นปีหน้า

การดำเนินโครงการพัฒนาด้านการเดินทาง รมว.คมนาคม ประกาศว่าจะเดินหน้าเชิงรุกผลักดันโครงการสำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2569 มอบหมายกรมทางหลวง เปิดใช้ถนนพระราม 2 ซึ่งกำหนดเปิดเป็น 2 ช่วง คือ ระยะที่ 1 ทางต่างระดับบางขุนเทียน–เอกชัย เป็นระยะทาง 8.3 กิโลเมตร ภายในเดือนตุลาคม 2568 และ ระยะที่ 2 เอกชัย ไปถึงบ้านแพ้ว ระยะทางรวม 16.3 กิโลเมตร โดยเร่งการเปิดใช้บริการให้ทันก่อนเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 และเส้นทางเอกชัย–บ้านแพ้ว ก่อนสงกรานต์ 2569

ส่วนการเปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 (บางใหญ่–กาญจนบุรี) ช่วงเดือนตุลาคม 2568 และ สาย M6 (บางปะอิน–โคราช) ต้นปี 2569 รวมถึงการเปิดสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ–บอลิคำไซ

นอกจากนี้ยังผลักดันรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ตด้วยโครงการทางพิเศษกะทู้–ป่าตอง และถนนแนวใหม่บ้านเมืองใหม่–สนามบินภูเก็ต

รมว.คมนาคม (ซ้าย) – ปลัดคมนาคม (ขวา)

กระตุ้นใช้งบ เร่งฟันเฟืองเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ บอกว่าจากภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยที่ไม่ดีในปี 2568 นอกจากการคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่ง การเติมเงินเพิ่มให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรี กำชับให้กระทรวงคมนาคม เร่งจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างงานเพิ่มขึ้น อะไรทำได้เมื่องบประมาณออกให้รีบดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่าย เพราะเมื่อเกิดการสร้างงาน ก็จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายไปในตัว สุดท้ายจะลงไปถึงภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ ทำให้วงจรเศรษฐกิจหมุน

“4 เดือนอะไรที่เป็นเรื่องควิกวิน ผมจะรีบทำ” รมว.คมนาคม ทิ้งท้ายหลังแถลงนโยบาย