เอกนิติ เผย 5 แผนฟื้นเศรษฐกิจ ‘GDP+ESG’ ดันไทยเติบโตยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ด้วยกลยุทธ์ “GDP+ESG” ผ่าน 5 เสาหลัก ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” บนรากฐานธรรมาภิบาล ย้ำต้องร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในงาน SX2025
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การปรับตัวของเศรษฐกิจมหภาคในบริบทใหม่ของโลก” ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) บนเวที SX Partnerships for the Goals: TSCN Business Partner Conference 2025 ว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนจากโลกเสรีเป็นโลกเลือกข้าง การเปลี่ยนผ่านจากยุคเบบี้บูมเมอร์สู่สังคมผู้สูงอายุ การก้าวจากโลกอนาล็อกสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ และการปรับตัวจากโลกร้อนสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ในมุมของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือนในการทำงาน แต่ต้องปรับตัวให้เร็ว เพราะ 4 เดือนไม่ได้หมายความว่าทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจได้นำหลักการ ESG มาผสมผสานกับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยในเชิงประเทศต้องเดินหน้า GDP ควบคู่กับ ESG และในเชิงธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับ ESG อย่างแยกกันไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่ง จำเป็นต้องทำให้เกิด Growth ขึ้นก่อน พร้อมทั้งให้มีความยั่งยืนและคำนึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างกระจายตัวด้วย
ได้ใช้กรอบแนวคิดเดียวกันในการสื่อสารกับคณะรัฐมนตรี ทั้งกระทรวงพาณิชย์และพลังงาน โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน การกระจายตัวให้ชาวบ้าน, SMEs ได้ประโยชน์ และต้องดำเนินการบนหลักธรรมาภิบาล
ซึ่งในทางเศรษฐกิจหมายถึงเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน เพราะหากไม่มีวินัยทางการคลังและการเงิน อาจเผชิญวิกฤติเช่นเดียวกับปี 2540 นี่คือหลักที่ใช้วางกรอบนโยบายเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีให้ความไว้วางใจ
รัฐบาลได้วางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ให้ตกหล่มภายใต้แนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” บนหลักธรรมาภิบาล ผ่าน 5 เสาหลักสำคัญ ประกอบด้วย การกระตุ้นเศรษฐกิจ, การแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้, การช่วยเหลือ SMEs, การส่งเสริมความยั่งยืน และ การลงทุนเพื่ออนาคต
5 เสาหลัก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว
1.การกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลตระหนักว่าธุรกิจไทยกำลังดิ่งลงเหว โดยมีกำลังสำคัญคือการส่งออกที่ถูกเร่งด้วยมาตรการภาษีของทรัมป์ในไตรมาส 1-2 และจะชะลอลงในครึ่งหลังปี ดังนั้นปัจจัยที่สามารถดันเศรษฐกิจไทยได้คือการบริโภคของภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ จึงได้ออกแบบโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างผลกระทบระยะยาวอย่างกระจายตัว
โดยพลัสที่ 1 คนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้เงินมากกว่า 20% พลัสที่ 2 มุ่งเน้น Re-skill ให้ร้านค้าในตลาดทำ 3 เรื่อง คือ ขยายการขายออนไลน์ นำระบบดิจิทัลมาทำบัญชีและประสานกับธนาคารเพื่อปล่อยสินเชื่อ และใช้เทคโนโลยี AI แบบง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการรีโนเวท 2 เท่า ผ่านความร่วมมือกับโรงแรมและธนาคารของรัฐ
2.การแก้ปัญหาโครงสร้าง โดยเน้นแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ 87% ของ GDP โดยหนี้ของประชาชนที่ไม่เกินแสนบาทจะให้ AMC ของรัฐซื้อออกมา ใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินและโครงการคุณสู้เราช่วยที่เหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาทมาซื้อหนี้ เพื่อให้ประชาชนมีลมหายใจมากขึ้นและสามารถพัฒนาตนเองกลับเข้าสู่ระบบเพื่อรับสินเชื่อต่อได้
3.มุ่งเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่านการใช้ บสย. ทั้งการทำ Soft Loan และ Supply Chain Financing พร้อมมาตรการภาษี “พี่ช่วยน้อง” ที่คาดว่าจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5-2 เท่า เพื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงมี Business Transformation Loan เพื่อให้ซัพพลายเชนเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่ได้ และพยายามทำ Factoring ในการเบิกจ่ายต่างๆ
4.ส่งเสริมความยั่งยืน ผ่านการเพิ่มการออมด้วยแนวคิด Quick-Big-Win ที่ต้องทำเร็ว ใหญ่พอ และกระจายตัว เช่น การซื้อหวยหรือสลากออนไลน์ หากถูกรางวัลจะกันเงินบางส่วนเข้าบัญชีออมทรัพย์และถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี สำหรับเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ หลักการคล้าย RMF และสามารถใช้เป็นหลักประกันกู้เงินได้ ทั้งนี้ยังเป็นกองทุนที่สนับสนุน ESG ด้วย
5.เน้นการลงทุนเพื่ออนาคต ผ่าน Re-Skills ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต เช่น BCG และ Data Digital AI โดยแก้ปัญหาอุปสรรคของ Data Center เรื่องน้ำและไฟฟ้าด้วย Fast Pass ที่ทำให้ดำเนินการได้เลย พร้อมปลดล็อกพลังงานไฟฟ้าในแนวทาง Go Green และมีเซกเตอร์ Automation
โดย BOI มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถกว่าหมื่นล้านบาทสำหรับ Re-Skills ในภาคเอกชนภายใน 4 เดือนตามดีมานด์ เมื่อภาคเอกชนจับมือกับการศึกษาจะได้ดีมานด์ที่แท้จริงของการศึกษา นอกจากนี้ยังมี Business Transformation เพื่อปรับโครงสร้างของธุรกิจ
นายเอกนิติ ย้ำว่า ทุกนโยบายจะต้องดำเนินการภายใต้หลักวินัยการคลังและความยั่งยืน โดยเน้นความมีวินัยและความโปร่งใส ทุกนโยบายต้องระบุแหล่งเงินอย่างชัดเจนและยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลัง ซึ่งไม่แตกต่างจาก Governance ของภาคเอกชน
“นี่คือแนวทางของภาคเศรษฐกิจในการปรับตัวกับเศรษฐกิจมหภาคในบริบทของโลกใหม่ โดยเชื่อว่านักธุรกิจทุกท่านต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน เพราะการพึ่งพาเพียงภาครัฐหรือภาคธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เพียงพอ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า”