จับตาดูนโยบาย Quick Big Win ทางลัดสู่เศรษฐกิจไทยฟื้น แต่จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ?
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ผมมีโอกาสได้ฟังนโยบายของคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับแนวคิดการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Quick Big Win” ซึ่งเป็นแนวคิดนโยบายที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ต้องยอมรับว่าทั้ง 2 ท่านนี้มีความรู้จริง และนี่คือความเจ๋งของการที่มีรัฐมนตรีที่มีความเป็นมืออาชีพจริง สามารถพูดและเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ทำให้เห็น Action Plan ที่ออกมาตอบโจทย์กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การแก้ไขหนี้ครัวเรือนต่าง ๆ
สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดในแนวคิด “Quick Big Win” คือคำว่า “Quick” และ “Big” นี่แหละ Quick หมายถึงทำให้เห็นผลในระยะสั้นภายใน 4 เดือน แต่ Big ต้องใหญ่พอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ หรืออย่างน้อยทำให้ระบบเดินได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เพียงปล่อยของชั่วคราวเหมือนนโยบาย “แจกแล้วจบ” แบบที่ผ่านมา
พูดง่าย ๆ คือ Quick Big Win ไม่ใช่แค่การกระตุ้น แต่เป็นการจุดเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศเรา จะเห็นได้ว่าแนวทางของกระทรวงการคลังภายใต้คุณเอกนิติ วางไว้ครบทั้ง 5 เสาหลัก ตั้งแต่การกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยว การคลี่คลายหนี้ครัวเรือน การเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs การส่งเสริมการออม ไปจนถึงการลงทุนเพื่ออนาคตและทักษะแรงงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้เงินกู้ใหม่ แต่เน้นใช้งบฯเดิมให้ฉลาดขึ้น และขยับโครงการที่ค้างให้เกิดผลลัพธ์จริง นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามีของมาก
ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ภายใต้คุณศุภจี ก็ขยับไม่แพ้กัน ด้วยแนวคิด “7 Quick Win” ตั้งแต่การเร่งเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้า การปรับระบบออก Certificate of Origin ให้ดิจิทัล ลดขั้นตอนธุรกิจ ไปจนถึงการผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์ม MOC+ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นมุมคิดของผู้บริหารจากภาคเอกชน ที่เข้าใจว่าธุรกิจต้องการความเร็วและความชัดเจนมากกว่าคำสัญญา
ผมมองว่านี่คือการจับมือกันระหว่างการเงินและการค้า ที่ลงจังหวะพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
คลังเร่งเครื่องใส่เงินเข้าสู่ระบบ พาณิชย์เร่งเครื่องเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการ ถ้า 2 กระทรวงนี้เดินคู่กันได้จริง เศรษฐกิจไทยอาจเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาสหน้า
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คำถามปลายเปิด” ว่า…เมื่อ Quick Big Win ผ่านไปแล้วประเทศไทยจะ Keep Winning ได้อย่างไร เพราะการฟื้นแบบเร็ว ถ้าไม่มีโครงสร้างรองรับก็เหมือนรถสปอร์ตที่เครื่องแรงแต่ถังน้ำมันเล็ก เราต้องมองต่อว่า Big Win นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนระบบจริงหรือไม่ เช่น ระบบภาษีที่เป็นธรรมและดิจิทัลเต็มรูปแบบ ระบบการเงินที่ทำให้ SMEs เข้าถึงทุนได้จริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ ระบบข้อมูลที่เปิดเผย โปร่งใส และใช้ AI มาช่วยตัดสินใจเชิงนโยบาย
อีกจุดที่ผมอยากเพิ่มเติม คือบทบาทของเทคโนโลยีที่จะเป็นหัวใจสำคัญของ Quick Big Win ในยุคนี้ เพราะความเร็วที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเร่งทำงานคน แต่เกิดจากการเร่งด้วยข้อมูลและระบบอัตโนมัติ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกหน่วยงานรัฐสามารถแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาษี การค้า การลงทุน ผ่านระบบดิจิทัลกลาง รัฐบาลจะไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการอนุมัติโครงการ แต่สามารถวิเคราะห์และอนุมัติด้วยข้อมูลจริงได้ภายในวันเดียว
AI สามารถเข้ามาช่วยวิเคราะห์นโยบาย เช่น ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจแบบจำลอง (Economic Simulation) เพื่อให้เห็นว่ามาตรการใดมีผลต่อ GDP, หนี้ครัวเรือน หรือการจ้างงานมากที่สุด ก่อนจะลงมือทำจริง นี่คือ Quick Win ที่ชาญฉลาด ไม่ใช่แค่ทำให้เร็ว แต่ทำให้แม่น
ภาคเอกชนเองก็มีบทบาทสำคัญ ต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับภาครัฐ เช่น ระบบบัญชีดิจิทัล การส่งข้อมูลภาษีอัตโนมัติ หรือระบบ e-Trade ที่ช่วยให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันได้ทันกับตลาดโลก เพราะสุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ใครกระตุ้นได้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่ใครวางระบบได้ดีที่สุด
ผมเชื่อว่า Quick Big Win เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก แต่สิ่งที่เราต้องการต่อจากนี้คือ Quick Mindset Shift ให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเปลี่ยนวิธีคิด จากรอให้รัฐช่วย เป็นช่วยกันขับเคลื่อน และถ้าเรานำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้จริง ประเทศไทยจะไม่แค่ Quick Big Win แต่จะ Keep Winning ไปอีกนานครับ