เลขาฯ สทนช. ยันชาว กทม.วางใจได้สถานการณ์น้ำปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปี’54 ต่างกันครึ่งต่อครึ่ง แต่ต้องระวังพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ชี้น้ำทะเลหนุนส่งผลระบายน้ำช้าต้องแก้ทั้งระบบ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้ ว่า การพัฒนาริมแม่น้ำเปลี่ยนไป ฉะนั้นประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำก็จะได้รับผลกระทบ ก็ต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพมหานครอย่างเดียว รวมถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย
โดยวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคมนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำที่จังหวัดชัยนาท ตนจะเดินทางไปด้วย และเมื่อวันจันทร์ (6 ต.ค.) ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้มีการติดตามสถานการณ์ฝนที่ประมาณการณ์ในวันนั้น เป็นแบบหนึ่ง
แต่หลังจากนั้น ฝนที่คาดว่าจะตกจากพายุแมตโมในช่วงเชียงราย น่าน ไม่ได้มากนัก สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท กรมชลประทานจะลดระดับการปล่อยน้ำลงระดับหนึ่ง ก็น่าจะดีขึ้น
ส่วนกรณีที่จะมีพายุอีก 5 ลูกเข้ามา จะทำให้ปริมาณน้ำเทียบเท่าปี 2554 เลยหรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนไม่เท่ากัน ซึ่งปริมาณของปีนี้ต่างกับปี 2554 ค่อนข้างมาก ครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งในปี 2554 มีปริมาณมากกว่าปกติถึงร้อยละ 20 แต่ปีนี้มากกว่าค่าปกติร้อยละ 9 และปริมาณน้ำเข้าที่ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในปี 2554 ประมาณ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้อยู่ที่ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เมื่อถามว่า ชาวกรุงเทพมหานครสามารถไว้วางใจสถานการณ์ได้หรือไม่ นายดนุชากล่าวว่า วางใจได้ แต่กลุ่มประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ก็ต้องเตรียมตัว ระมัดระวัง เพราะได้รับผลกระทบเป็นประจำอยู่แล้ว
ส่วนสถานการณ์น้ำทะเลหนุนจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน นายดนุชากล่าวว่า น้ำทะเลหนุนจะทำให้การระบายน้ำช้าลง ซึ่งการแก้ปัญหาต้องแก้ทั้งระบบ จุดที่สามารถควบคุมน้ำได้คือเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล
แต่ที่แม่น้ำยม ยังไม่สามารถควบคุมได้ ยังไม่สามารถสร้างเขื่อนใหญ่ได้ ซึ่งจะต้องดูวิธีการ พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มจะถี่ขึ้น เพราะภาวะโลกร้อน ซึ่งการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องทำเป็นระบบ