Skip to content

เปิดสูตรวางแผนเกษียณ เมื่อพ่อแม่หันพึ่งตัวเองด้วยแผนการเงินที่มั่นคง

10 ต.ค. 2568 | 15:33น.
เปิดสูตรวางแผนเกษียณ เมื่อพ่อแม่หันพึ่งตัวเองด้วยแผนการเงินที่มั่นคง

เปิดสูตรวางแผนเกษียณ ต้องประเมินสถานการณ์การเงินอย่างไรบ้าง ต้องมีเงินเท่าไหร่ในวันที่เกษียณแล้ว พร้อมวิธีบริหารเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน สอดรับเทรนด์ผู้สูงอายุในไทยเน้นดูแลตัวเอง พึ่งพาตัวเองเป็นหลักในวัยที่แก่ตัวลง

ทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงอัตราการมีบุตรของคนไทยลดน้อยลง ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียนระบุว่า อัตราการมีลูกในไทยปี 2568 ยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก มีเด็กเกิดใหม่ 201,175 คน ซึ่งลดลงประมาณ 9.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การวางแผนดูแลตัวเองไปจนแก่ หรือวางแผนด้านการเงินล่วงหน้าเพื่อรับผิดชอบชีวิตของตัวเองนั้นได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ล่าสุดงานวิจัยในภาคใต้ของไทย (2025) พบว่า ผู้สูงอายุหลายคนให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก แทนที่จะพึ่งพาครอบครัวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ รายงาน Promoting Active Ageing in Southeast Asia (OECD, 2025) ยังชี้ว่า การส่งเสริมผู้สูงอายุให้มีความสามารถในการจัดการชีวิตและการเงินด้วยตัวเอง เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การวางแผนเกษียณด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือการจัดการทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่น ๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระและไม่เป็นภาระต่อครอบครัว ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การวางแผนสู่การเกษียณอย่างมีความสุข ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  1. รู้รายรับต่อเดือนและความมั่นคง เช่น​​
  • ข้าราชการ จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ และเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • พนักงานบริษัทเอกชนจะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม
  • เงินออมที่ได้เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตการทำงาน บวกกับผลประโยชน์จากการนำเงินไปลงทุน ​
  1. เทียบกับรายรับที่คาดว่าจะได้รับ

ส่วนใหญ่แล้ว ค่าใช้จ่ายประจำหลังเกษียณมักจะลดลง ซึ่งประเมินกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณจะประมาณ 70-80% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ เช่น หากก่อนเกษียณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะประมาณ 21,000-24,000 บาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมเงินเฟ้อ และค่ารักษาพยาบาลที่อาจเพิ่มขึ้นตามวัย

ดังนั้น การเริ่มต้นบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ในปัจจุบัน มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไหร่ และค่าใช้จ่ายรายการใดจะลดลงหรือหมดไป เมื่อเกษียณแล้ว​

  1. รู้หลักประกันความมั่นคงทางการเงิน

เช่น สวัสดิการที่เบิกได้ และความคุ้มครองของประกันสุขภาพ เพื่อเป็นหลักประกันว่าหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันจะไม่กระทบกับจำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับใช้จ่ายประจำ หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ครอบคลุมเพียงพอ ควรพิจารณาออมหรือซื้อประกันเพิ่มเติม​

  1. รู้ปัจจัยที่อาจมีผลต่อรายรับ-รายจ่าย

อาทิ อัตราเงินเฟ้อ ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ ลูกหลานที่อาจนำพาความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ เป็นต้น​

สูตรคำนวณเงิน

การประมาณจำนวนเงินที่ต้องมีเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณนั้น แบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ

แนวคิดที่ 1 : นำเงินออมมาใช้จ่ายหลังเกษียณ

เงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ = ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ x 12 เดือน x จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

ยกตัวอย่าง เช่น หากประเมินว่าหลังเกษียณจะใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่จนอายุ 80 ปี ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณ

=  25,000 บาท x 12 เดือน x 20 ปีหลังเกษียณ

=  6,000,000 บาท​

กรณีนี้จะเป็นการใช้เงินต้นให้หมดไปเรื่อย ๆ

แนวคิดที่ 2 : นำดอกผลของเงินออมและเงินลงทุนมาใช้จ่ายหลังเกษียณ

เงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ = ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ x 12 เดือน/ประมาณการอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินออมและเงินทุนต่อปีในช่วงหลังเกษียณ (%ต่อปี)

ยกตัวอย่างเช่น หากประเมินว่าหลังเกษียณจะใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท และคาดว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินออมและเงินลงทุนช่วงหลังเกษียณอยู่ที่ 6% ต่อปี ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณ

=  (25,000 บาท x 12 เดือน)/6% ต่อปี

=  5,000,000 บาท

กรณีนี้ เงินต้นจะยังคงอยู่ให้ออกดอกออกผลต่อไป

บริหารเงินหลังเกษียณ

– ควรคงเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ประมาณ 2-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อให้มีสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเผื่อไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

– นำเงินบางส่วนไปแบ่งฝากประจำในระยะต่าง ๆ เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี โดยเลือกให้มีระยะเวลาครบกำหนดเหลื่อมกัน จะเป็นการบริหารสภาพคล่องและเพิ่มผลตอบแทนให้มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์

– ควรนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ในระยะสั้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนในระยะปานกลาง-ยาว

​​- ทางเลือกอื่น ๆ ในการลงทุน มีดังนี้​

​1. ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง เช่น สลากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุนดังนี้

2. สำหรับผู้ที่มีความชำนาญในการลงทุนและยอมรับความเสี่ยงได้ ​​อาจแบ่งเงินบางส่วน (สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินออมและเงินลงทุนทั้งหมด) ไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือสินทรัพย์ที่เปิดโอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้น แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น หุ้น และทองคำ เป็นต้น

3. ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจมีผลกระทบต่อผลตอบแทนของเงินออมและเงินลงทุนของคุณอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเงิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเงิน รวมถึงภัยทางการเงิน ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อปกป้องเงินทองของตนเองที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตลอดให้พ้นจากมิจฉาชีพด้วย

4. มีวินัยในการใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินเพียงพอจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีแรกของการเกษียณ ยังไม่ควรใช้จ่ายเกินกว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัยเกษียณ วางแผนการเงิน