เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การรับรู้ข่าวสารในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่รับรู้ผ่านสื่อกระแสหลัก มีเวลาในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนในแต่ละวัน สู่การรับรู้ข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มีความรวดเร็วมากกว่าสื่อเดิม
และ ข่าวปลอม-ข่าวบิดเบือน คือความท้าทายสำคัญของสำนักข่าวยุคปัจจุบัน ที่ต้องระมัดระวังการนำเสนอข้อมูลที่ผิดสู่ผู้บริโภคข่าวสาร พร้อมทั้งการตรวจสอบสิ่งที่นำเสนอบนโลกออนไลน์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ท่ามกลางความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร และภูมิทัศน์ของโลกออนไลน์ที่ใครก็โพสต์ นำเสนอสิ่งต่าง ๆ ได้
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมมือกับ โคแฟค ประเทศไทย (COFACT) จัดอบรมด้าน Fact Checking เพื่อให้สื่อมวลชนที่สนใจ ได้เรียนรู้วิธีการและเครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง จากทั้ง COFACT เอง และองค์กรที่ทำงานด้าน Fact Checking
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนเรียนรู้เบื้องหลังการทำงานด้าน Fact Checking ผ่าน 2 องค์กรของไทย ว่ามีขั้นตอน มีความยากหรือท้าทายอย่างไร
ตรวจสอบข่าวปลอมแบบภาคประชาสังคม
องค์กรแรกที่ชวนเรียนรู้ COFACT องค์กรภาคประชาสังคมด้านการตรวจสอบข่าวปลอม ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวหรือเนื้อหาบนโลกออนไลน์ มาตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนถึงประเด็นการเมืองและเรื่องระหว่างประเทศ อย่างสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีต้นแบบจาก “COFACTS” ซึ่งเป็นองค์การภาคประชาสังคมลักษณะเดียวกันที่ไต้หวัน
กุลธิดา สามะพุทธิ หัวหน้ากองบรรณาธิการของ COFACT บอกเล่าถึงโลกของการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checking) ว่า ข้อมูลเท็จ (False Information) แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่
- Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) – ข้อมูลผิดที่เชื่อว่าเป็นความจริง เผยแพร่โดยไม่มีเจตนาหรือประสงค์ร้าย
- Disinformation (ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน) – ข้อมูลเท็จที่ผลิตและเผยแพร่โดยเจตนาร้าย
- Malinformation (ข้อมูลที่แฝงเจตนาร้าย) – ข้อมูลจริงที่มีเจตนาร้ายหรือมีเจตนาสร้างความเสียหาย เช่น แชทสนทนาส่วนตัว, คลิปหลุด, ข้อมูลส่วนบุคคล

ขณะที่การทำงาน Fact Checking มีแนวทางการทำงานหลัก 2 รูปแบบคือ การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนเกิดข่าวลวง (Prebunk) และหักล้างข่าวลวง-ข้อมูลเท็จที่เกิดขึ้น (Debunk) โดยจะมี 4 ขั้นตอนการทำงานหลัก
1. Find – สอดส่องโซเชียลมีเดีย ข้อมูลที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์
หัวใจหลัก ๆ ของขั้นตอนนี้ คือ ต้องอยู่ในขอบเขตที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ตรวจสอบสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัว หรือสิ่งที่เป็นเพียงความคิดเห็น
2. Check – สืบสาว
ตรวจสอบและสืบค้นข้อมูลที่ได้รับ ตั้งแต่การหาหลักฐานมายืนยัน ใครเป็นคนพูด พูดเมื่อไหร่ ช่องทางใด โดยใช้เครื่องมือในการตรวจสอบ
3. Correct – สะสาง
รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง หาหลักฐานประกอบให้ได้มากที่สุด
4. Report – นำเสนอ
รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่ตรวจสอบ ว่ามีผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร รายละเอียดเนื้อหาที่ตรวจสอบ ไปจนถึงการอธิบายวิธีการตรวจสอบและหลักฐาน และผลการตรวจสอบเนื้อหาหรือข้อมูล
กุลธิดา ยังเล่าเป็นไอเดียเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน สำนักข่าวระดับโลก ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากขึ้น และบางสำนักมีการแยกทีมเพื่อทำงานด้าน Fact Checking โดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือ เอเอฟพี (AFP) และรอยเตอร์ (Reuters)
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การทำงาน Fact Checking ของนักข่าว ที่หลาย ๆ คนเข้าใจว่า ผู้ที่เป็นนักข่าวหรือผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน ก็ควรต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ในการนำเสนอข่าวเช่นกัน
กุลธิดา อธิบายว่า การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา เป็นหัวใจในการทำงานของ Fact Checker เช่นเดียวกับการทำงานของผู้สื่อข่าว แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่าง นักข่าว กับ Fact Checker คือ นักข่าว เน้นการรายงานคำพูดให้ถูกต้องตามที่แหล่งข่าวพูด แต่ Fact Checker เน้นการตรวจสอบสิ่งที่แหล่งข่าวพูดหรือให้ข้อมูล ว่ามีความถูกต้องแค่ไหน

ตรวจสอบข่าวปลอมแบบ Thai PBS Verify
อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า สำนักข่าวระดับโลก ให้ความสำคัญกับการทำงาน Fact Checking มากขึ้น ขณะที่สำนักข่าวในไทยเอง มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีการตั้งทีมทำงานดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส ของ Thai PBS บอกเล่าถึงรูปแบบการทำงานของ Thai PBS Verify ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่อไทยที่มีทีมสำหรับทำเนื้อหา Fact Checking ด้วย โดยในการ Workshop มีการบอกเล่าวิธีการทำงาน เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงบอกเล่า แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้าน Fact Checking
ณัฐพล เล่าเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องมีการทำ Fact Checking โดยมี 4 เหตุผลหลักคือ 1. ป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม 2. ช่วยให้ผู้คนสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความจริงมากกว่าความเชื่อหรือความชอบส่วนตัว 3. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสื่อ และ 4. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับสังคม

ส่วนกระบวนการทำงานของทีม Thai PBS Verify จะมีกระบวนการทั้งการใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Keyword Search บน Search Engine, การค้นหาด้วยภาพ (Image Search) การใช้เครื่องมือแผนที่ อย่าง Google Maps และ Google Street View ในการเทียบเคียบเวลา-สถานที่ของภาพที่ได้รับ และการทำ Archived Link เพื่อเก็บลิงก์ไว้ใช้ในการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกันกับกองบรรณาธิการข่าวของ Thai PBS ในการประสานงานเพื่อหาแหล่งข่าวในการตรวจสอบ ยืนยันข้อเท็จจริงที่พบ หรือการใช้ข้อมูลเดิมที่ทีมข่าวเคยนำเสนอไว้ ส่วนกรณีที่เป็นข่าวที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานส่วนกลาง หรือเป็นข้อมูลสถานการณ์ที่อ้างว่าเกิดขึ้นในจังหวัด จะประสานกับนักข่าวในพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงสู่หน้าจอ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วจากทีมงาน ในช่วงข่าวต่าง ๆ ของสถานี ทั้งเป็นรายงานข่าวประจำวัน จนถึงการสรุปข่าวเด่นที่ได้รับความสนใจในรอบสัปดาห์
ส่วนการนำเสนอบนออนไลน์ เน้นความครบในข้อมูลสำคัญ อ่านจบได้ทันทีบนช่องทางโซเชียลมีเดีย และนำเสนอแบบละเอียดบนเว็บไซต์ ทั้งข้อมูลที่ได้รับ วิธีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงที่พบ ข้อสรุป แต่จะมีการเพิ่มในเชิงผลกระทบที่เกิดขึ้น และข้อมูลอื่น ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่น่าสนใจจากการบอกเล่าของณัฐพล คือ กลุ่มผู้ชมบนเว็บไซต์ มีอัตราการเข้าเว็บไซต์แล้วออกเลย (Bounce Rate) ที่น้อย และใช้เวลาในการอ่านข้อมูลที่นำเสนอบนเว็บไซต์หรืออ่านจนจบ ไม่ต่ำกว่า 3 นาที แสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มที่ให้ความสนใจเรื่องนี้อยู่
อย่างไรก็ตาม ณัฐพล สะท้อนสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน Fact Checking คือ การตรวจสอบภาพ-คลิปวิดีโอที่มาจาก AI หรือวิดีโอ Deepfake ซึ่งใช้เครื่องมือในการตรวจสอบได้ยาก เครื่องมือยังไม่มีความน่าเชื่อถือ จึงต้องอาศัยการสังเกตโดยละเอียดในเชิงองค์ประกอบภาพ การขยับท่าทางต่าง ๆ จนถึงการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด
การทำงานของทั้ง 2 ทีมที่เล่าในบทความนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในวันที่ทุกคนบนโลก ไม่ใช่แค่สำนักข่าวหรือสื่อมวลชน สามารถป้อนหรือโพสต์สิ่งต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ได้ ขณะเดียวกัน การมีข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ช่วยให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และลดการรับรู้ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสังคมได้
