ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ ตลาดจับตาข้อมูลใหม่เพิ่มเติม
เงินบาท ค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ ขณะตลาดจับตาข้อมูลใหม่เพิ่มเติม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/10) ที่ระดับ 32.49/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/10) ที่ระดับ 32.54/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของตลาดแรงงาน ซึ่งมุมมองดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและตลาดแรงงานภายในประเทศ
โดยนักลงทุนให้น้ำหนัก 98% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนนี้ และให้น้ำหนักเต็ม 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือน ธ.ค. สอดคล้องกับที่สตีเฟน มีแรน สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดซึ่งกล่าวกับ CNBC ว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากตลาดแรงงานอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังถูกกดดัน หลังราคาทองคำปรับตัวพุ่งขึ้นทะลุระดับ 4,200 ดอลลาร์ เมื่อวานนี้ (15/10) โดยตลาดยังคงได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ และจากความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ
โดยสตีเฟน มิแรน กล่าวว่า ภาวะชะงักงันในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้ทำให้เกิดความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และทำให้เฟดมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับ +10.7 ในเดือน ต.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -1.8 จากระดับ -8.7 ในเดือน ก.ย. โดยดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก
ทั้งนี้ ทางด้านสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน สก็อตต์ เบสเซสต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับสินค้าในหลายอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการที่จีนทำการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเบสเซนต์กล่าวว่า จีนได้ทำให้คู่แข่งต่างชาติในอุตสาหกรรมแร่หายากต้องปิดตัวลงในช่วง 2ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการอสศัยความได้เปรียบในด้านการผลตเพื่อตัดราคาลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้สหรัฐจำเป็นต้องจัดตั้ง “คลังสำรองแร่เชิงยุทธศาสตร์”
นอกจากนี้ ทางด้านของการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐ มีคำสั่งชั่วคราวเมื่อวานนี้ (15/10) ห้ามรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลิกจ้างพนักงานของรัฐ ท่ามกลางภาวะปิดหน่วยงานของรัฐบาลหรือชัตดาวน์ที่ยังคงดำเนินอยู่
อีกทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ (15/10) ว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหัฐ หรือชัตดาวน์ที่ดำเนินมาแล้วสองสัปดาห์ อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียผลผลิตสูงสุดถึงสัปดาห์ละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อมูลดังกล่าวแก้ไขข้อมูลก่อนหน้านี้ของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐ ที่ประเมินความเสียหายสูงสุดไว้ถึงวันละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมนัดประชุมหารือความร่วมมือนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ โดยประเด็นที่จะมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และสงครามการค้า, มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ผู้ประกอบการ SMEs และความกังวลที่มีต่อปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.43-32.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/10) ที่ระดับ 1.1657/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/10) ที่ระดับ 1.1632/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังได้รับแรงหนุนจากข้อเสนอของรัฐบาลฝรั่งเศสในการระงับการปฏิรูประบบบำนาญที่สำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกูนู ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่เมื่อวันศุกร์หลังจากลาออกเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอร่างงบประมาณปี 2026 ต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคาร
ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้ให้คำมั่นที่จะชะลอการปฏิรูประบบบำนาญ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากพรรคสังคมนิยม ซึ่งพรรคดังกล่าวได้กล่าวว่าจะไม่สนับสนุนการลงมติไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้น ส่งผลให้ด้วยการสนับสนุนจากพรรคสังคมนิยม โอกาสในการผ่านงบประมาณได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าตัวเลขในรัฐสภายังคงใกล้เคียงกันก็ตาม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1640-1.1675 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1657/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/10) ที่ระดับ 150.57/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ(15/10) ที่ระดับ 151.34/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันนี้ (16/10) นาโอกิ ทามูระ กรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะกรรมการสายเหยี่ยว ออกมาเรียกร้องให้ BOJ เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจ (Neural Interes Rate) มากขึ้น
เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยท่าทีล่าสุดของทามูระยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ว่า เขาจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 0.5% เป็น 0.75% อีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปซึ่งจะมีขึ้นในวัที่ 29-30 ต.ค.นี้ หลังจากที่เคยเสนอแนวทางดังกล่าวมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการประชุมเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
โดยทามูระระบุว่า เมื่อพิจารณาจากความเสี่ยงทางเศรษบกิจที่ยังมีอยู่ทั้งด้านบวกและลบ BOJ จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับที่จะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในทันที ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 150.49-151.38 เยนดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 151.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เดือน ส.ค. ของประเทศอังกฤษ (16/10), ดัชนีภาวะธุรกิจภาคการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาฟิลาเดลเฟีย (16/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.7/-7.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.7/-3.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ