เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘พิพัฒน์’ Quick Win เขย่า ‘รถไฟฟ้า-ไฮสปีด’

25 ต.ค. 2568 | 06:45น.
พิพัฒน์ รัชกิจประการ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

ผ่านไปกว่า 1 เดือนแล้วสำหรับภารกิจ 4 เดือนของรัฐบาลชุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่สั้นนี้ทำให้ทุกกระทรวงต้องเร่งเดินหน้านโยบายภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” โดยมีเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระทรวงการคลังออกมาช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน มาตรการลดรายจ่ายค่าพลังงานของกระทรวงพลังงาน มาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ

“คมนาคม” ไม่มี Quick Win

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมนั้น “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงแผนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงคมนาคม รวมถึงโครงการหลัก ๆ ที่ต้องเร่งเดินหน้า

รองนายกฯพิพัฒน์บอกว่า สำหรับกระทรวงคมนาคมไม่มีโครงการอะไรที่เป็น “Quick Big Win” ได้เลย ไม่มีโปรเจ็กต์อะไรที่สามารถทำให้เสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์ ทุกโครงการเป็น Long-term ไม่เหมือนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ใช้เวลาแค่ 20 วันเสร็จและประกาศใช้ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ก็มีโครงการที่อยู่ในแผนขับเคลื่อนและมีความเป็นได้ที่จะให้มีข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 หรือก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภาเช่นกัน โดยโครงการหลักคือ “รถไฟฟ้า 40 บาท” ที่ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนายกฯอนุทิน

29 ต.ค.ประชุมรถไฟฟ้า 40 บาท

รองนายกฯพิพัฒน์เล่าว่า สำหรับโครงการ “รถไฟฟ้า 40 บาท” นั้นคุยกับนายกฯอนุทินเรียบร้อยแล้ว และนายกฯก็เซ็นตั้งคณะกรรมการทำงานตั๋วร่วมไปแล้วเช่นกัน โดยมีประธาน 2 คน คือ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และตัวเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยมีกำหนดเรียกประชุมหารือนัดแรกในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ สาระหลักคือ คุยเรื่องนโยบายให้จบก่อน หลังจากนั้นค่อยลงรายละเอียดต่อไป

อย่างไรก็ตาม รูปแบบในเบื้องต้นคือ รัฐบาลจะใช้วิธีซื้อคืนเพื่อรวบมาเป็นของรัฐทั้งหมด ทุกสาย ทุกสี ยกเว้นสายที่เป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ หรือ รฟม. เพื่อรวบให้เป็นของรัฐทั้งหมด จากนั้นก็ให้สัมปทานกับเอกชนรายเดิมไปบริหาร

“รัฐต้องซื้อคืนทั้ง 100% พอเราซื้อคืนได้ เราก็ถือว่าเป็นของรัฐแล้ว ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะไม่สามารถกำหนดราคากลางได้ ยกตัวเอย่าง เช่น ถ้าท่านเคยนั่งระยะแค่ 15 บาท ท่านก็ยังจ่ายแค่ 15 บาท แต่ถ้าเคยนั่ง 70-80 บาท ท่านจะจ่ายแค่ 40 บาท”

เรียกว่าจ่ายตามจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 40 บาท

ยันไม่ใช้งบประมาณรัฐอุดหนุน

พร้อมย้ำว่า รูปแบบนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐมาสนับสนุนในลักษณะเดียวกับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อถามว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่สำหรับการซื้อคืน “พิพัฒน์” บอกว่า ยังตอบเรื่องนี้ไม่ได้ ต้องดูองค์ประกอบอีกหลายเรื่อง แต่เบื้องต้นขอตอบว่ารัฐบาลจะซื้อคืน โดยไม่ให้กระทบกับกรอบหนี้สาธารณะแน่นอน

พร้อมอธิบายโมเดลการซื้อคืนว่า หลังจากรัฐบาลซื้อคืนปุ๊บก็จะให้สัมปทานกับเอกชนรายเดิมเลย ให้เอกชนไปกู้เงิน แล้วก็เอาสัมปทานไปใช้หนี้

เช่น ซื้อคืนจากเอกชน 10 บาท แล้วให้สัมปทานกลับคืนไป เอกชนก็ไปกู้สถาบันการเงินมา 10 บาท เพื่อจ่ายค่าสัมปทาน เราก็เอา 10 บาทคืนให้เอกชนเป็นค่าซื้อคืน เอกชนก็ได้เงินสดไป แต่ก็เป็นหนี้แทน และได้สัมปทานไป

ส่วนสัมปทานจะเป็นกี่ปีนั้นต้องคิดและคำนวณ โจทย์คือสุดท้ายแล้ว รัฐต้องไม่เสียเปรียบมาก และเอกชนก็ต้องรับได้ด้วย เพราะถ้าคิดแล้วเอกชนขาดทุน เขาก็ไม่เอาด้วย

บวกกับมาตรการต่ออายุรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายสีแดง-ม่วงก็จะสิ้นสุดในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ดังนั้นเราจะต้องเร่งและได้ข้อสรุปในหลักการที่ชัดเจนได้ก่อนยุบสภาต้นปีหน้า

เชื่อมต่อฟีด “รถเมล์ ขสมก.”

รองนายกฯพิพัฒน์บอกอีกว่า หลังจากประเด็นของรถไฟฟ้า 40 บาทแล้วเสร็จ ก็จะไปต่อที่ระบบ “ตั๋วร่วม” สำหรับรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือรถเมล์ ขสมก. โดยเบื้องต้นกระทรวงมีแผนจะเปิดประมูลเปลี่ยนรถเมล์ร้อนเป็นรถปรับอากาศ EV ทั้งหมด รวมประมาณ 1,500 คันภายในสิ้นปีนี้

และจะกำหนดให้ทยอยส่งมอบลอตแรกประมาณกลางปี 2569 และส่งลอต 2 ลอต 3 จนครบภายในสิ้นปี 2569

“ปัจจุบันประชาชนจ่ายค่าโดยสารรถเมล์ร้อนอยู่ที่ 8 บาท รถเมล์ปรับอากาศอยู่ที่ 15-25 บาท ตรงนี้เราจะมาคิดต่อว่าราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ ตรงนี้ต้องไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็จะดูแลประชาชนที่เคยจ่ายอยู่ 8 บาทด้วย ซึ่งอาจจะออกมาในรูปแบบของสวัสดิการของรัฐ เพื่อช่วยลดภาระผู้มีรายได้น้อย”

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีแผนเจรจากับกลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมด้วย เพื่อหารือแนวทางในการเดินไปด้วยกัน เพื่อให้อนาคต “ตั๋วใบเดียว” สามารถใช้ได้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า

ปัดจุดสตาร์ตรถไฟฟ้า 3 สนามบิน

นอกจากนี้ โครงการที่ถือเป็นบิ๊กโปรเจ็กต์ที่ต้องผลักดันต่อคือ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน โดย “พิพัฒน์” ยืนยันว่า หลักการของรัฐบาลชุดนี้ไม่เห็นด้วยกับการขอแก้ไขสัญญาของเอกชน ขอยึดตามสัญญาเดิมที่ผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น

ส่วนเอกชนก็สามารถขอแก้สัญญาได้ แต่ต้องเห็นชอบโดยอัยการสูงสุด ถ้าบอกว่าขอแก้สัญญาเป็น “ทำไป-จ่ายไป” เช่น ทำไป 10% ขอเบิกจ่าย 10% แบบนี้ไม่ไหว ไม่เอา

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะผลักดันอย่างไรต่อไป เพราะโครงการนี้ล่าช้ามานาน 5-6 ปีแล้ว “พิพัฒน์” บอกว่า ก่อนหน้านี้ได้คุยกับเอกชน (กลุ่ม CP) มาแล้วครั้งหนึ่ง ยังไม่จบ แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ EEC จึงต้องขอคุยหารือกับทาง EEC ให้จบก่อน

ต่อคำถามว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะถูกยกเลิกหรือไม่ รองนายกฯพิพัฒน์บอกว่า ไม่ทราบจริง ๆ เพราะไม่สามารถเดาใจผู้ประกอบการได้ แต่ที่ตอบได้ชัดเจนคือ แต่รัฐบาลจะไม่เป็นฝ่ายบอกเลิกแน่ ๆ

“จริง ๆ เขาไม่ทำตามสัญญาก็ต้องโดนปรับและถูกยึดแบงก์การันตี”

สำหรับกรณี “เมืองการบินอู่ตะเภา” นั้น รองนายกฯพิพัฒน์บอกว่า ขณะนี้เอกชนได้เดินหน้าโครงการไปบางส่วนแล้ว และมองว่าเมืองการบินถ้าเอาศูนย์ซ่อม หรือ MRO มาได้ รอดและเกิดได้แน่นอน

และหากจะรอดแบบรุ่ง ๆ ควรต่อขยายไปถึงจังหวัดตราด เพื่อเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออกกับอู่ตะเภา และดึงให้มีคนมาใช้บริการอู่ตะเภามากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ให้นโยบาย EEC ไปศึกษาแล้ว

และบอกด้วยว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินนี้เป็นโครงการที่ยื้อกันมานาน คงหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ไม่ทันในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้

แต่รัฐบาลชุดนี้ก็อยากให้มี “จุดสตาร์ต” ว่า เรามีมติ 1 2 3…

ถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารต่อก็เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดต่อไป

หนุน “สนามบินอันดามัน”

รองนายกฯพิพัฒน์ยังบอกด้วยว่า อีก 1 โครงการที่รัฐบาลเห็นชอบและพร้อมขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อคือ โครงการพัฒนาสนามบิน “อันดามัน” จังหวัดพังงา ที่มีการปักหมุดกันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้า เนื่องจากปัจจุบันสนามบินภูเก็ตมีความหนาแน่นของผู้โดยสารสูงมาก เวลาเกิดปัญหามีเครื่องกีดขวางรันเวย์ ทำให้เครื่องบินไม่สามารถขึ้น-ลงได้ เพราะสนามบินภูเก็ตมีรันเวย์เดียว

ดังนั้น แนวทางการพัฒนาคือ ต้องมีสนามบินสำรอง หรือต้องเพิ่มรันเวย์ 2 สนามบินภูเก็ต แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ของสนามบินภูเก็ตไม่สามารถสร้างได้ ไม่มีพื้นที่ จึงมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาการลงทุนสนามบินอันดามัน จังหวัดพังงา ต่อไป

“ตอนนี้เราแก้ปัญหาโดยการดึงให้สายการบินไปลงที่สนามบินกระบี่ให้มากขึ้น แล้วเอาเรือกระจายนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงแทน เพราะสนามบินกระบี่เพิ่งเปิดให้บริการเฟสใหม่ มีคาพาซิตี้เหลือเฟือมาก ขณะที่รันเวย์ก็มีความยาวถึง 3,000 เมตร สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้”

อีกแผนคือ แผนการขยายสนามบินระนอง เพื่อส่งต่อผู้โดยสารจากระนองไปโซนเขาหลัก (พังงา) ซึ่งปัจจุบันก็มีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ต้องลงทุนขยายรันเวย์ให้สามารถรองรับเครื่องขนาดใหญ่ได้เท่านั้น

แม้รองนายกฯพิพัฒน์จะบอกว่า กระทรวงคมนาคมไม่มีแผน “Quick Big Win” ที่ Wow เหมือน “คนละครึ่งพลัส” ของกระทรวงการคลัง แต่ก็ย้ำว่าทั้งหมดนี้จะต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจนและเห็นจุดสตาร์ตภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 ตามอายุรัฐบาลแน่นอน…