ย้อนเส้นทางสู่พันล้าน “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” บทเรียนไมนด์เซต “ลงมือทำ-ถ่อมตน” สู่ตลาดโลก
ย้อนดูเส้นทางและแนวคิดบริหารของ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” หลังเหตุการณ์สำคัญในชีวิตธุรกิจ นักธุรกิจไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในเรื่อง “ไมนด์เซตแห่งการลงมือทำและถ่อมตน” จากร้อยล้านสู่พันล้าน และสู่ตลาดโลก
แม้จะเพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 หลังสำนักงาน ก.ล.ต.ใช้มาตรการทางแพ่งในกรณีการซื้อหุ้น TKN แต่ ‘ต๊อบ-อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์’ ยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของนักธุรกิจไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในเรื่อง “ไมนด์เซตแห่งการลงมือทำและถ่อมตน”
โดยในรายการสัมภาษณ์ทางช่อง CK Cheong (ซีเค) ต๊อบได้เปิดเผยเส้นทางชีวิตและแนวคิดทางธุรกิจตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงวันที่เถ้าแก่น้อยกลายเป็นแบรนด์สาหร่ายทอดระดับโลก
จากเด็กอายุ 19 ขายเกาลัด สู่จุดเริ่มต้นของสาหร่ายทอด “เถ้าแก่น้อย”
อิทธิพัทธ์เล่าว่า เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี ด้วยการขายเกาลัดในห้างสรรพสินค้า มีรายได้เดือนละกว่า 2 ล้านบาทจากกว่า 30 สาขา แต่เมื่อห้างสรรพสินค้าห้ามคั่วเกาลัดเพราะควันรบกวนลูกค้า เขาจึงต้องหาสินค้าใหม่มาทดแทน
“ตอนนั้นผมมองหาสินค้าอื่นมาขาย และเลือกสาหร่ายเพราะเราชอบกินเอง ญาติ ๆ ก็บอกว่าอร่อยดี ก็เลยลองเอามาขายที่ร้าน ปรากฏว่าขายดีกว่าเกาลัดเสียอีก” ต๊อบเล่าในรายการ
จากจุดเล็ก ๆ นั้น “สาหร่ายทอด” กลายเป็นสินค้าทำเงินที่พลิกชีวิต จากร้านเล็ก ๆ สู่การผลิตในโรงงานหลังบ้าน จนกระทั่งเข้าสู่โมเดิร์นเทรดในเซเว่นอีเลฟเว่น และเติบโตเป็นแบรนด์สาหร่ายทอดอันดับหนึ่งของประเทศ
จากโรงงานหลังบ้านสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม
“ตอนจะเข้าเซเว่นฯ เขาถามว่ามีบริษัทไหม จะขอใบ ภ.พ.20 ไปขึ้นทะเบียน ตอนนั้นผมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องเอาชื่อคนอื่นไปจดก่อน” ต๊อบเล่าย้อนในสัมภาษณ์
เขาขายร้านเกาลัดทั้งหมด นำเงิน 2-3 ล้านบาทมาสร้างโรงงานขนาดเล็ก เช่าตึกแถว ปรับปรุงเป็นมินิแฟกตอรี่ ใช้แรงกายแรงใจและความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของเซเว่นฯกว่า 3,000 สาขา
เคล็ดลับความสำเร็จ : “ถ่อมตน”
อิทธิพัทธ์ย้ำว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จคือ “ความนอบน้อมและกล้ายอมรับว่าเราไม่เก่ง”
“อะไรก็ตามที่เราไม่ชอบ เราจะไม่ทำกับคนอื่น เรากล้ายกมือไหว้ ขอให้คนที่เก่งกว่าช่วย คนไทย 90% ยอมช่วยแน่นอน ถ้าเรานอบน้อมจริง ๆ”
ไมนด์เซตนี้กลายเป็นแก่นในการบริหารธุรกิจของเขา-ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว พร้อมเรียนรู้จากทุกคนไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมากกว่า
พัฒนาการของ “ซีอีโอวัยรุ่น” สู่ผู้นำองค์กรพันล้าน
ต๊อบเล่าว่า ช่วง 5 ปีแรกคือช่วงที่ “เจ้าของต้องทำเองทุกอย่าง” ตั้งแต่ล้างห้องน้ำถึงเจรจาลูกค้า เป็นช่วงของการเรียนรู้จากศูนย์จนธุรกิจแตะหลักพันล้าน
ช่วงปีที่ 6-10 เขาเริ่มจ้างมืออาชีพเข้ามาบริหาร และต้องปรับตัวจาก “เจ้าของที่สั่งทุกอย่าง” มาเป็น “ผู้นำที่ฟังมากกว่าพูด”
“เมื่อก่อนผมพูดก่อนทุกครั้ง เดี๋ยวนี้ประชุม 2 ชั่วโมงผมไม่พูดเลย ฟังอย่างเดียว แล้วคอมเมนต์ท้ายสุด”
นี่คือจุดเปลี่ยนจากเถ้าแก่น้อยที่ทำเองทุกเรื่อง สู่การเป็นผู้บริหารองค์กรที่ต้องใช้ทีมงานเก่ง ๆ ขับเคลื่อนต่อ
วิสัยทัศน์การเติบโต : จากร้อยล้านสู่พันล้าน และสู่ตลาดโลก
เมื่อเข้าสู่ช่วงปีที่ 11-15 เถ้าแก่น้อยเริ่มขยายสู่ตลาดต่างประเทศ รายได้ครึ่งหนึ่งมาจากต่างประเทศ พร้อมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต๊อบต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ลงมือทำ” มาเป็น “ผู้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกับทีมมืออาชีพ“
“เขาเก่งกว่าเรา เราต้องฟังมากกว่าเถียง ใช้ประสบการณ์ 10 ปีแรกมาช่วยประสานให้บริษัทไปต่อ”
นี่คือจุดเปลี่ยนจากเถ้าแก่น้อยที่ทำเองทุกเรื่อง สู่การเป็นผู้บริหารองค์กรที่ต้องใช้ทีมงานเก่ง ๆ ขับเคลื่อนต่อ
อย่างไรก็ตาม ข่าวล่าสุดย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทั้งในฐานะบุคคลและในนามองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า “เถ้าแก่น้อย” จะจัดการกับประเด็นด้านธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นของสังคมอย่างไร เพื่อฟื้นศรัทธาและบริหารความรู้สึกของผู้คนให้กลับมาอีกครั้ง
