เครือข่ายลูกหนี้จี้คลังสอบ”เงินติดล้อ” แห่แจ้งความโขกดอกเบี้ยสูงเกิน
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม แหล่งข่าวจากเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์ลูกหนี้ เปิดเผยว่า แม้กระทรวงการคลังจะเตรียมร่างกฎหมายควบคุมผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ แต่ปรากฏว่าบริษัท เงินติดล้อ จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อและจำนำทะเบียนรถรายใหญ่ออกแคมเปญใหม่เป็นสินเชื่อรายย่อยนาโนไฟแนนซ์ควบสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ แต่จากการตรวจสอบสัญญาเงินกู้จำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ของลูกจ้างรายหนึ่งในองค์กรของรัฐที่ทำสัญญากับบริษัทพบว่า บริษัทนำเอาแบบฟอร์มที่อ้างว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อช่วยคนมีรถที่อ้างว่าเป็นสินเชื่อรายย่อยนาโนไฟแนนซ์ให้ลูกหนี้กรอกข้อความเพื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์อีกต่อ โดยให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ทั้งยังให้ลูกหนี้เซ็นโอนลอยหลักประกันไว้ด้วย
แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถและจำนำทะเบียนใหม่มีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสินเชื่อเช่าซื้อแบบโอนกรรมสิทธิ สำหรับรถจักรยานยนต์ ดอกเบี้ยคงที่ 1.50% ต่อเดือนหรือเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยจริง 31.72% ต่อปี ส่วนรถเก๋ง กระบะ รถตู้ รถบัสหรือรถบรรทุก อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1-1.75% ต่อเดือน(แล้วแต่ปีรถ) เทียบเท่าดอกเบี้ยจริง 21.46%-36.74% ต่อปี รถไถ รถแทรกเตอร์ ดอกเบี้ย 1.25-1.75% ต่อเดือน เทียบเท่าดอกเบี้ยจริง 26.62-36.74% ต่อปี ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือ 2 ดอกเบี้ยคงที่ 0.85% ต่อเดือนเท่ากับดอกเบี้ยจริง 18.32% ต่อปี สำหรับการซื้อจากดีลเลอร์ 2% ต่อเดือนเทียบเท่าดอกเบี้ยจริง 41.70% ต่อปี แต่หากเป็นสินเชื่อรถแบบไม่โอนทะเบียนภายใต้สัญญาเงินกู้ สำหรับรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้หรือรถบรรทุก ดอกเบี้ย 0.68% ต่อเดือน เทียบเท่าดอกเบี้ยจริง 14.74% ต่อปี
“ไม่รู้ว่าเป็นการดำเนินการปล่อยกู้ตามใบอนุญาตใดกันแน่ เพราะหากเป็นนาโนไฟแนนซ์ที่ให้คิดดอกเบี้ยได้ถึง 36% นั้น ต้องเป็นเงินกู้ไร้หลักประกัน ไม่ใช่ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักประกัน แต่หากเป็นสัญญาเช่าซื้อต้องดำเนินการตามประกาศว่าด้วยสัญญาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ด้วย ขณะที่หากเป็นการปล่อยสินเชื่อที่มีการเรียกหลักประกันหรือบังคับให้ลูกหนี้เซ็นโอนลอยหลักประกัน ต้องดำเนินการตามพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ที่ให้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่เกิน 15% ดังนั้นกระทรวงการคลังต้องเร่งตรวจสอบก่อนประชาชนจะถูกเอาเปรียบไปมากกว่านี้”แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ลูกนี้สินเชื่อของบริษัทเงินติดล้อหลายรายทยอยเข้าแจ้งความกับตำรวจในหลายพื้นที่ อาทิ สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี และ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัทฐานปล่อยกู้ขัดพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย ส่งหมายเรียกไปยังกรรมการบริษัท เงินติดล้อ และพนักงานรวม 7 ราย ให้มาสอบปากคำในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในบันทึกแจ้งความระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทเงินติดล้อไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.สถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ที่จะคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ อันเป็นสินเชื่อที่ไม่มีทรัพย์เป็นหลักประกัน ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมใดๆ รวมกันไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี และแม้บริษัทจะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ(นาโนไฟแนนซ์) โดยปล่อยกู้ให้รายย่อยได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท และเรียกดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี แต่สินเชื่อดังกล่าวไม่รวมการการจำนำรถจักรยานยนต์ “ดังนั้น การที่บริษัทปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้โดยเรียกทรัพย์ค้ำประกันด้วย จึงไม่เข้าเกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับตามประกาศ ธปท.แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2560 ที่ห้ามมิให้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดคือร้อยละ 15 ต่อปี” ใบบันทึกแจ้งความระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากการสอบสวนพบว่าบริษัท เงินติดล้อ มีความผิดจริง จะมีผู้เสียหายหลายแสนคน มูลค่ารวมหมื่นกว่าล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ศาลจังหวัดตลิ่งชั่น จะเปิดการไต่สวนฟ้องแบบกลุ่มกรณีลูกหนี้รวมตัวกันยื่นฟ้องบริษัทเมืองไทยแคปปิตอล จำกัด หรือบริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัดเดิม กรณีปล่อยเงินกู้ขัดกฏหมาย ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราด้วย เป็นอีกกรณีของการยื่นฟ้องแบบกลุ่มของลูกหนี้