CAAT เผยแนวทางพัฒนาและกำกับดูแลการใช้โดรนเพื่อขนส่งสินค้า-ผู้โดยสาร มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับการลงทุน พร้อมผลักดันไทยสู่ “Advanced Air Mobility” เสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล
พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ “โดรน” หรืออากาศยานไร้คนขับ เพื่อประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งการขนส่งสินค้าและการขนส่งผู้โดยสาร โดยเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันศึกษากฎระเบียบและแนวทางการกำกับดูแล เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย
โดยมี CAAT เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านคลื่นความถี่วิทยุ เช่น กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เพื่อกำหนดคลื่นความถี่และระบบควบคุมที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดรนอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ ตามกฎหมายกำหนดให้ โดรนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ยังคงต้อง ขึ้นทะเบียนกับ กสทช. หากติดตั้งกล้องหรือใช้เพื่อการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ ส่วนโดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัมขึ้นไป จะต้องได้รับ ใบอนุญาตพิเศษจาก CAAT เป็นกรณีเฉพาะ เช่น การใช้งานด้านเกษตรกรรมขนาดใหญ่หรือการวิจัย เนื่องจากเข้าข่ายเป็น “อากาศยาน” ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ ต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ซึ่งปัจจุบัน CAAT ได้พัฒนาระบบ ขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบินออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยมีการกำหนดพื้นที่บิน (Geo-fencing) ที่สามารถตรวจสอบและควบคุมผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและลดความเสี่ยงจากการบินในพื้นที่หวงห้าม

นอกจากนี้ หน่วยงานยังได้หารือร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) เพื่อพัฒนาระบบเครือข่ายและเส้นทางการบินให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้งานโดรนเชิงพาณิชย์ในอนาคต
นายมนัทกล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันถือเป็น “Conventional Aviation” หรือการบินแบบดั้งเดิม ขณะที่ระบบขนส่งทางอากาศยุคใหม่ที่ใช้โดรนจะเข้าสู่ยุค “Advanced Air Mobility” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับร้านสะดวกซื้อที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ต่างจากสายการบินทั่วไปที่เปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมืองหลวง
“เมื่อเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นในจุดหนึ่งแล้ว จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะทุกภาคส่วนเห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ทุกฝ่ายเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ทั้งนี้ กพท. ยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันการใช้โดรนเพื่อการพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ “โดรน” กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบคมนาคมทางอากาศ และเสริมสร้างเศรษฐกิจแบบยุคใหม่ในวงการด้านการบินของประเทศไทย
