กรมอุตุฯ-ฝนสะสม 7 พ.ย.68-พายุคัลแมกี
กรมอุตุฯเปิดภาพฝนสะสม 10 วันล่วงหน้า คาด”พายุคัลแมกี” เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ ช่วงคืนวันที่ 4 ถึงเช้าวันที่ 5 พ.ย. 68 จากนั้นจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ช่วง 6 –7 พ.ย. 68 ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ส่งผลกระทบกับไทยมีฝนตกหนักในภาคอีสาน ส่วนพื้นที่อื่นจะได้รับผลกระทบในวันถัดไป
กรมอุตุนิยมวิทยา อัพเดตการพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน 10 วันล่วงหน้า(ทุก 24 ชม. ตั้งแต่ 07.00 น. ถึง 07.00 น. วันรุ่งขึ้น) ระหว่างวันที่ 4 -13 พ.ย. 2568 ข้อมูลจากแบบจำลอง TMD-WRFDA ของกรมอุตุนิยมวิทยา (init. 2025110312)เฉดสีแสดงปริมาณฝน (มม.) → สีเขียว = ฝนเล็กน้อย / สีแดง = ฝนหนัก (มากกว่า 35.1 มม.)
ช่วงวันที่ 4-6 พ.ย. 68 มวลอากาศเย็นกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกระลอกทำให้ฝน เริ่มลดลง ในหลายพื้นที่ ได้แก่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนภาคใต้ตั้งแต่เพชรบุรีลงไป ยังคงมีฝนฟ้าคะนองประปราย โดยมีฝนปานกลางบางพื้นที่
สำหรับสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี (KALMAEGI)” ปัจจุบัน (4 พ.ย. 68) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์และกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ช่วง คืนวันที่ 4 ถึงเช้าวันที่ 5 พ.ย. 68 จากนั้นจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง ประเทศเวียดนามตอนกลาง ในช่วง 6 – 7 พ.ย. 68
หลังจากนั้นพายุจะ อ่อนกำลังลง เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงและคาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบนโดยจะเริ่มส่งผลต่อ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร) ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในวันถัดไป ในวันที่ 7 พ.ย. 68 ทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่บริเวณภาคอีสานก่อนที่พื้นที่อื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามมาในวันถัดไป

อย่างไรก็ตาม ทิศทางและกำลังของพายุ ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้จำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา
หลังจากนั้น ช่วงวันที่ 10 – 13 พ.ย. 68 มวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน แรงขึ้นและเป็นระบบมากขึ้น ช่วงแรกของการแผ่ลงมาอาจมีฝนบางแห่ง จากนั้นอากาศจะเริ่ม เย็นในตอนเช้า โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ฝนจะลดลง เหลือเพียงบางแห่งในภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

(ข้อมูลนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง ใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจและติดตามการพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นระยะ)

ช่วงวันที่ 4 – 6 พ.ย. 68
- มวลอากาศเย็นกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกระลอก
- ทำให้ฝนเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล
- ส่วน ภาคใต้ตั้งแต่เพชรบุรีลงไป ยังคงมีฝนฟ้าคะนองประปราย โดยมีฝนปานกลางบางพื้นที่
พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี (KALMAEGI)”
- ปัจจุบัน (4 พ.ย. 68) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ และกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก
- คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ช่วงคืนวันที่ 4 ถึงเช้าวันที่ 5 พ.ย. 68
- จากนั้นจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ช่วง 6 – 7 พ.ย. 68
- จะเริ่มส่งผลต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร)
วันที่ 7 พ.ย. 68
- มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่บริเวณภาคอีสาน ก่อนที่พื้นที่อื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามมาในวันถัดไป
ช่วงวันที่ 10 – 13 พ.ย. 68
- มวลอากาศเย็นเริ่มแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนแรงขึ้นและเป็นระบบมากขึ้น
- อากาศจะเริ่มเย็นในตอนเช้า โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน
- ฝนจะลดลง เหลือเพียงบางแห่งในภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรมอุตุนิยมวิทยายังคาดหมายอากาศทั่วไปในช่วงวันที่ 4 – 6 พ.ย. 68 ว่าบริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง กับมีอากาศเย็นในตอนเช้า แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคใต้ตอนบน ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออก
ส่วนในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากอิทธิพลของพายุ ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ส่งผลทำให้ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นพาดผ่านบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร โดยในช่วง 5 – 7 พ.ย. คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
อนึ่งพายุโซนร้อนกำลังแรง “คัลแมกี” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในช่วงวันที่ 4 – 5 พ.ย. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6 – 7 พ.ย. จากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน

กรมอุตุฯ:ข้อควรระวัง
ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทย และทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง โดยเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งไว้ในช่วงวันที่ 5 – 7 พ.ย.
ส่วนในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

นายกฯสั่งรับมือ “พายุคัลแมกี”
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้ ปภ. ดำเนินมาตรการตามที่นายกฯ ได้กำชับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามเส้นทางเคลื่อนตัวของ “พายุคัลแมกี” เนื่องจากทิศทางและกำลังของพายุยังมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยเมื่อบ่ายวันนี้ได้ทวีกำลังแรงเป็นพายุไต้ฝุ่น และกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนกลางประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ และจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ฝั่งประเทศเวียดนาม โดยเมื่อขึ้นฝั่งแล้วจึงจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศไทยตอนบน นอกจากนี้ในห้วงสัปดาห์นี้ ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาครวมถึงกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับสถานการณ์ฝนตกหนัก
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และประสานกรุงเทพมหานคร ติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศ และสื่อสารกับพี่น้องประชาชนทุกช่องทางอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัยให้มีความพร้อมใช้งาน โดยมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับต่างๆ ทำหน้าที่อำนวยการระดมสรรพกำลังให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกประชาชนทั้งเส้นทางจราจร การเดินทาง
