ภท.ถกพรรคร่วม ยันพร้อมแจงเวทีซักฟอก ขออย่ารีบโจมตีปม ‘ภาษีทรัมป์’
ภูมิใจไทย นัดถกพรรคร่วม รบ. ยันพร้อมชี้แจงเวทีซักฟอกหาก พท.ยื่น โวเดือนครึ่งบริหารดี – ขออย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ บอกนายกฯ ทำได้ดีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ-อธิปไตย สวนฝ่ายแค้นใจเย็น ย้ำชัด Joint Declaration ไม่กระทบเรื่องภาษี ให้ รมต.เศรษฐกิจ เดินหน้าคุย
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคภูมิใจไทยเองก็มีความพร้อม รวมถึงตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไท ด้วย
ซึ่งจากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีข้อกังวลใด และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะยื่นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากถามกลับว่าเป็นประเด็นอะไร ในมุมของนายกฯมองว่าเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งในการบริหารงานที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความเสียหาย
กลับกันกลับมีทิศทางดีโดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ ที่ได้รับการชื่นชมจากผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ มียอดเงินเข้ามาหมุนเวียนพอสมควร จนมีกระแสเรียกร้องอยากให้ทำเฟส 2 ซึ่งจะออกมาเร็วๆนี้ และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ก็ยังทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย เราไปห้ามไม่ได้ ซึ่งเราก็เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูล รวมถึงตัวรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจง
ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐฯ ที่น่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในศึกซักฟอกนั้น น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการส่งข้อมูลอัพเดตสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้ง มีเรื่องของเอกสารออกมาก่อนที่จะมีการเจรจากัน ระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ คือนายกฯอนุทินและประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จึงอยากฝากถึงพรรคเพื่อไทยที่จะเห็นข่าวออกมาหนึ่งข่าวและออกมาโจมตีเลย อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย
ซึ่งต้องยอมรับว่า ไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสารพูดคุย การส่งเอกสารและการให้ข้อมูลอาจต้องรอเวลา แต่อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียังมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอธิปไตย
ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกมารุมถล่มนายอนุทิน น.ส.แนน บุณย์ธิดา ระบุว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานนายกฯ นายกฯ ทำงานมา 1 เดือนครึ่งเวลาที่ผ่านมาผลงานที่ท่านรับปาก ก็ออกดอกออกผล ไม่ว่าจะสแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้
“อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน ให้ดูดีๆว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามจะสื่อและทำอยู่ อย่างแรก คือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทย คือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรี พยายามอย่างที่สุด ในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยระดับทวิภาคีอยู่แล้ว ในส่วนอื่นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบและทำงานไปก่อน
ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงว่า บทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ”
เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกว่านายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐ เหมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการทูตนั้น น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าให้ตอบแบบแรงๆ “ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมีอังเคิลในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา” ที่นายกได้ปฏิบัติ ให้ดูที่บริบท ไม่ใช่แค่ยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา
ที่ผ่านมานายกฯ ได้ลงไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิดล่าสุด คนไทยด้วยกันไม่เห็นข่าวนี้ควรจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็มีความห่วงประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯ ได้ทำ ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของประเทศและอธิปไตยของประเทศอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า
ในส่วนพรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเศรษฐกิจด้วยนั้น นส.แนน บุณย์ธิดา ตอบกลับทันทีว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เจรจาการค้า ไม่ใช่แค่เฉพาะภาษีสหรัฐ แต่มีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย เราเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยทุกประเทศ
น.ส.แนน บุณย์ธิดา เผยอีกว่า การยุติ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือทั่วโลก ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ยังมั่นใจว่าการเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าการค้าในประเทศหรือระหว่างประเทศ เมื่อวานที่นายกฯ ได้โพสต์ก็ชัดเจนว่า Joint Declaration ยังมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน แต่ประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ยังทำหน้าที่อยู่