Skip to content

สมานชัย อธิพันธุ์อำไพ ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ รู้ซึ้งธุรกิจ-รู้ใจคนรุ่นใหม่

20 พ.ย. 2568 | 17:03น.
สมานชัย อธิพันธุ์อำไพ ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ รู้ซึ้งธุรกิจ-รู้ใจคนรุ่นใหม่

งานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ Prachachat Outlook : Thailand 2026 “ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” เวทีค้นหาคำตอบ บทเรียน และแรงบันดาลใจจากภาคธุรกิจเพื่อไปต่อ ยุคโลกป่วน เกมเปลี่ยน

มีหัวข้อเสวนาพิเศษ “ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยร่วมพูดคุยกับ “นายสมานชัย อธิพันธุ์อำไพ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอวูด จำกัด (มหาชน) โดยมี นายสรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) เป็นพิธีกร

นายสมานชัยเล่าว่า จุดเริ่มได้ทำธุรกิจก่อสร้างและปรับตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง จนมาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ และวันนี้ถือเป็นอินฟลูท่านหนึ่งในโลกโซเชียล สมัยเรียนจบมาจากอเมริกาปี 2539 ด้วยความที่ไฟแรง ทำอะไรเยอะ ทำให้บริษัทเสียหายภายใน 1 ปี ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากการลอยตัวค่าเงินบาทในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง

ในปี 2540 ปัญหาจริง ๆ เรามีหนี้เป็น USD 20 ล้านเหรียญ วินัยการเงินช่วงนั้นไม่ดี ผมใช้เวลา 1 ปี ทำให้หนี้บริษัทเพิ่มจาก 20 เป็น 40 ล้านเหรียญ ตอนแรกภูมิใจเพราะเราเอาเงินแบงก์มาใช้ แต่หลังจากวันที่ 1 ก.ค.2540 อย่างที่ทราบ จากค่าเงิน 25 บาทวิ่งไปสูงสุดถึง 50 กว่าบาท ผมจ่ายตั๋วไป 1 ใบที่ 56 ล้าน ใบนั้นใบเดียวขาดทุนไปทันที 36 ล้าน

“ผมเพิ่งมานั่งนึกถึงบทเรียนจากปี 2540 คือความกลัว จะเห็นว่าผมปรับตัวเองตลอดเวลา ตอนแรกที่กลับมา ธุรกิจมูลค่าประมาณ 2,000 ล้าน เจริญรุ่งเรือง พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา ผมคงมีแผลลึก ๆ อยู่ในใจว่า ไม่มีอะไรมั่นคงยั่งยืนจริง ๆ”

“จากวิกฤตครั้งนั้น เมื่อมีอะไรใหม่ ๆ ผมจะลงไปเรียนรู้ก่อนทันที ในทุก ๆ เรื่อง จึงทำให้ผมสามารถยืนอยู่ได้ในทุกวันนี้ หลังโดนต้มยำกุ้งที่ถือว่าหนักสุด จนในทุก ๆ วิกฤตถัดมา ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมแทบจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรอีกเลย ไม่ใช่เพราะเก่ง แต่เพราะผมกลัว เมื่อเราเห็นสัญญาณไม่ดี เราจะระวังตัว จะถอยก่อน” นายสมานชัยกล่าว และย้ำว่า

ปกติวัสดุก่อสร้างจะขายผ่านร้าน ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ขายผ่านโมเดิร์นเทรด ต่อมาปรับเป็นตลาดออนไลน์เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ออนไลน์ทำให้ตลาดเปลี่ยนไปเยอะมาก การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจะมีทั้งคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เราจึงพยายามที่จะเป็นคนได้ประโยชน์เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

เรื่องเรดโอเชี่ยน บลูโอเชี่ยน สำหรับผมบลูโอเชี่ยนยังช้าเกินไป จากบลูเป็นเรดอาทิตย์เดียวก็เกิดขึ้นได้ เพราะคนเริ่มอะไรใหม่ ๆ ได้เร็วมาก

“สิ่งที่ผมทำตลอดคือ การสร้างเรือลำเล็ก แล้วออกไปหาน่านน้ำใหม่ตลอดเวลา เช่น ผมขายของในโฮมโปร ตั้งแต่โฮมโปรมี 3 สาขา จนวันนี้มีเกือบ 100 สาขาแล้ว ถือเป็นรายแรก ๆ ที่ขายวัสดุก่อสร้างในออนไลน์เมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา ส่งผ่านช่องทางออนไลน์”

ลีโอวูดเป็นเจ้าแรกที่เอาวัสดุก่อสร้างมาขายในลาซาด้า ถ้าเป็นตอนนี้ไม่แปลก แต่เมื่อก่อนถือว่าแปลก น้อค น้อค แพลตฟอร์มขายวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด ผมติดต่อเขาตั้งแต่ยังไม่เปิด คนอาจจะบอกว่าไม่มีใครกล้าซื้อ แต่เทคโนโลยีชนะทุกอย่างอยู่แล้ว ความกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ที่ทำมาไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง แต่ทำทุกเรื่อง อาจจะมีสักสองตัวที่ประสบความสำเร็จ

“ช่องติ๊กต๊อกขอเปิดครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อย่างที่บอก เราพยายามจะทำอะไรเป็นเจ้าแรก ๆ เทรนด์อินฟลูมาร์เก็ตติ้งกำลังมา การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือลองทำเลย จึงเปิดช่อง ‘ช่างเถอะ by พี่ปี้’ ทำเรื่องของวัสดุก่อสร้างและการตกแต่ง ทำเพราะหวังว่าจะมีประโยชน์กับธุรกิจ แต่มันดังเกินจริง ตอนเริ่มทำ ผมอายุ 50 ปี น่าจะเป็นติ๊กต๊อกเกอร์อายุมากที่สุด (หัวเราะ) ช่วง 7 เดือนแรกมีคนติดตามแล้ว 2 แสนคน ทำเองตัดเองทุกอย่าง”

ย้อนไปดูคลิปแรกของตัวเองบ่อยมาก ตอนนี้คนตามรวมกันทุกแพลตฟอร์มประมาณ 1 ล้าน แล้วยังมีช่องในเครือ 6 ช่อง น้องหมา ช่องลูก เรื่องออฟฟิศตัวเอง ส่งผลต่อธุรกิจเดิม ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น เชื่อถือแบรนด์มากขึ้น

ตอนนี้ลูกค้าเชื่อถือคน ไม่ใช่แบรนด์ คนเริ่มเชื่อเรา คนรู้น้อยมากว่าเป็นเจ้าของธุรกิจ ตอนนี้ทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต ปีนี้ถ้าเทียบปีที่แล้ว เราโตขึ้น 40% ตอนนี้เรามี 30 สาขาแล้ว

นายสมานชัย ยอมรับว่า ตลาดกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก หากนับแค่กรุงเทพฯ เรียกว่ายอดตกเกินครึ่ง สิ่งที่ปรับตัวเองคือ ลงไปเล่นตลาดต่างจังหวัดแทน แล้วทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งในจังหวัดนั้น ๆ เพื่อให้เข้าถึงคนในพื้นที่

เพราะฉะนั้นเราจึงมี 30 ช่อง แต่ใช้คน 3-4 คนต่อสาขา เป็น Localized Marketing แต่ละโชว์รูมจะยิงออร์เดอร์เข้ากรุงเทพฯ โดยใช้เวลา 3-5 วันในการส่งของ

“สุดท้ายแล้ว ไม่มีคำว่าออนไลน์หรือออฟไลน์ ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะผสมผสานอย่างไรให้ลงตัว”

สำหรับฝั่งช่อง (Channel) เป็นอีกหนึ่งธุรกิจในเครือ สามารถหารายได้ทั้งหมด และสามารถหารายได้ให้ลูกค้า 2 ปีนี้คาดว่าทำไปแล้ว 50 ช่องในส่วนของลูกค้า

ลีโอวูดทำธุรกิจร่วมกับคนรุ่นใหม่เยอะมาก พนักงานออนไลน์รวมแล้วมี 200 คน ส่วนคนที่อายุเกิน 30 ปี เรามีน้อยมาก ไม่ถึง 30 คน

และยอมรับว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้เก่งมาก โดยบริษัทได้เปิดรับสมัครพนักงานผ่านติ๊กต๊อก ปรากฏว่ามีผู้สมัครมากถึง 4.9 หมื่นคน ด้วยเหตุผลว่า เด็กรุ่นใหม่เลือกบริษัทที่จะทำงานด้วยเป็นหลัก จากสิ่งสำคัญคือให้ความสำคัญกับสังคมและชีวิตในการทำงาน

ดังนั้นจึงทำช่องในเรื่องไลฟ์สไตล์ด้วย เพื่อสื่อสารเรื่องการทำงานภายในองค์กร ชื่อ Office Leowood ทำงานเชิงประชาสัมพันธ์ เน้นบรรยากาศสนุก ๆ ด้วยเหตุนี้ HR ไม่จำเป็นต้องทำงานต่างจังหวัดเลย ใช้พลังของโซเชียลมีเดียในการรับสมัครงาน และสะท้อนแมสเสจว่า “คุณในฐานะเด็กยุคใหม่ มีเจ้าของกิจการที่เข้าถึงได้และเรียนรู้ได้จริง ๆ”

ซีอีโอ ลีโอวูด มองว่า คนอยากได้รับการยอมรับจากเจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุด ดังนั้น เด็กที่อยู่ใกล้ตัวจะได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ และได้อินไซต์มา จะตะโกนบอกคนทั้งโลกว่า CEO เข้าถึงได้

คนรุ่นใหม่ต้องการความสำเร็จส่วนตัว ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ตาม เข้ามาปีแรกหรือเดือนแรก ทุกคนต้องการความสำเร็จ เล็กใหญ่ไม่ว่า ต้องมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้เขาได้แสดงความสามารถ

สนามของเด็กรุ่นใหม่ต้องเข้าใจว่า ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ปัจจุบันไม่มีแบร์ริเออร์ของเงินลงทุน ทำให้เกิดการแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างคนเจนซีกับเจนอื่นๆ

พวกเขากำลังสร้างอีโคซิสเต็มของตัวเอง ตอบสนองคนในเจนตัวเองโดยเฉพาะ เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ทุกอย่างในตัวเอง ซึ่งคนเจนเอ็กซ์-วาย เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจ

“ผมพยายามเข้าใจ แต่ไม่มีทางเข้าใจพวกเขาได้จริง ๆ” สมานชัย กล่าวถึงคนเจนซี

นายสมานชัย ได้กล่าวถึงเครื่องมือของคนรุ่นใหม่ที่ทำให้เกิดคนว่างงานว่า เด็กทุกวันนี้เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เครื่องมือใหม่ ๆ

ลองนึกภาพว่า การทำงานเมื่อก่อนมีมาร์เก็ตติ้ง คนทำคอนเทนต์ คนถ่าย และคนตัดต่อ รวม 4 คน แต่เมื่อปีที่แล้ว คนคิด คนถ่าย คนตัดคอนเทนต์หายไปแล้ว เพราะใช้แอปพลิเคชั่น

ปีนี้โหดหนักกว่าเดิม AI เก่งขึ้นจนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็ไม่จำเป็นแล้ว เพราะมาร์เก็ตติ้งตอนนี้สามารถใช้เอไอแทนได้

กล่าวคืองานสำหรับ 4 คนเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว กลายเป็นงานสำหรับ 2 คน และอาจกลายเป็นงานสำหรับ 1 คนในปีหน้า และบางงานอาจไม่มีคนเลย เช่น แอดมินที่คอยตอบไลน์ เนื่องจากมี AI ช่วยตอบ คาดว่าอาจเหลือไม่เกิน 5 คน หรืออาจไม่เหลือใครเลย

ซีอีโอลีโอวูด กล่าวตบท้ายว่า ขณะนี้ได้เตรียมส่งต่อธุรกิจให้กับบุตรชายแล้ว ถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งตนเป็นผู้รับมาก่อนจากคุณพ่อในฐานะรุ่นบุกเบิก หลายคนพูดว่าเด็กเจนใหม่ไม่ชอบรับธุรกิจที่บ้าน จึงขอฝากข้อคิดไว้ 3 เรื่องคือ ธุรกิจที่กำลังจะส่งต่อในวันนี้เป็นมรดกหรือภาระ, การนำคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในบ้าน เราควรมีพื้นที่ให้เขาได้แสดงฝีมือเต็มที่อย่างอิสระ

สำคัญที่สุด องค์กรส่วนใหญ่มีส่วนเกิน ดังนั้น หากจะส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป เราควรแก้ปัญหาทั้งเรื่องคน (เก่า) และต้นทุนให้เบ็ดเสร็จ ให้จบที่รุ่นเรา ควรเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย