Skip to content

5 ปัญหา ความล่มสลาย “ระบบจัดการน้ำไทย” การเมืองแทรกแซง-ระบบล้าหลัง

25 พ.ย. 2568 | 13:07น.
5 ปัญหา ความล่มสลาย “ระบบจัดการน้ำไทย” การเมืองแทรกแซง-ระบบล้าหลัง

ศศิน เฉลิมลาภ ชี้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการเมืองแทรกแซง ระบบจัดการน้ำที่ล้าหลัง คนเก่งถูกกันออก ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ภาคใต้ ในหลายวันนี้ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก หลายคนตั้งคำถามถึงระบบจัดการน้ำในประเทศไทย รวมไปถึงการจัดการของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานราชการ ต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

ล่าสุด นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ถึงวิกฤตการจัดการระบบน้ำไทย โดยระบุว่า

1.ปัญหาเชิงบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร

รากแรกของการล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำไทย น้ำท่วมไทยไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติรุนแรงขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ ระบบราชการที่อ่อนแอจากข้างใน และชั้นแรกของความอ่อนแอนี้ คือ คนและวัฒนธรรมองค์กร ที่บิดเบี้ยวอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

1) แต่งตั้งผู้บริหารด้วยเส้นสาย มากกว่าความเชี่ยวชาญ หลายหน่วยงานหลักด้านน้ำ เช่น อุตุฯ ปภ. ชป. มท. สทนช. มีผู้บริหารที่มาจาก “งานจัดหา-ล็อบบี้-สายการเมือง” มากกว่า “สายวิชาการ-งานภาคสนาม-บริหารภัยพิบัติ” ผู้บริหารจำนวนหนึ่งไม่เคยผ่านงานบัญชาการภัยพิบัติจริง แต่กลับขึ้นมาคุมคนที่ทำงานเรื่องนี้มาทั้งชีวิต

ผลลัพธ์ : ข้อมูลผิดตั้งแต่ต้นทาง การประเมินสถานการณ์ “ไม่เข้าใจเนื้อหาทางวิชาการ” การสั่งการช้า เพราะไม่มั่นใจ ไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญหน้างาน (Field Experts) เมื่อบนไม่รู้ → ล่างทำได้ไม่เต็มที่ นี่คือ “Predisaster” ที่พาไปสู่ความล้มเหลวทุกปี

2) ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงรอยกัน → ไม่แชร์ข้อมูล มีหลายกรณีที่ ผอ.-รอง ผอ. หรือหัวหน้ากรมจากต่างฝ่าย “ไม่ชอบกัน” ทำให้… นักวิชาการตัวหลัก “ถูกกันออก” ข้อมูลพยากรณ์-เรดาร์-ภาคสนาม ไม่ถูกแชร์แบบ Real-time การแจ้งเตือนถึงผู้ว่าฯ และท้องถิ่น ล่าช้าหลายชั่วโมง-1 วัน งานน้ำคือ “งานเวลา” แต่เมื่อวัฒนธรรมองค์กรเป็นแบบ “ต่างคนต่างทำ” ประเทศเสียจังหวะแบบโครงสร้าง

3) ย้ายผู้บริหารกลางวิกฤต → องค์กรเสียเข็มทิศ มีเหตุการณ์จริงที่นักวิชาการตัวจริง เสียงจริง ถูกย้ายออกระหว่างพายุ+เหตุน้ำท่วม เช่น กรณีย้ายบุคลากรที่มีความรู้ช่วงพายุวิภา สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ… คนในหน่วยงาน ไม่กล้าตัดสินใจ ข้อมูลไม่ถูกรวบรวมเพื่อเป็นคำสั่ง เจ้าหน้าที่หน้างาน “ไม่รู้จะฟังใคร” องค์กรเกิด Vacuum ทางวิชาการ นี่เป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายเชิงสถาบันโดยตรง

4) วัฒนธรรม “เกรงใจผู้ใหญ่” มากกว่า “เกรงกลัวความผิดพลาด” นี่คือรากวัฒนธรรมที่อันตรายที่สุดในงานภัยพิบัติ ไม่กล้ารายงานว่าฝนจะหนัก เพราะกลัวผู้ใหญ่ไม่พอใจ ไม่กล้าสั่งอพยพ เพราะกลัวโดนตำหนิว่า “ทำคนตื่นตกใจ” ไม่กล้าชี้ปัญหาเชิงระบบ เพราะมองว่า “ไม่น่าพูดในที่ประชุม” งานภัยพิบัติต้องการความเร็ว แต่ระบบติดขัดเพราะความเกรงใจที่ไม่ควรมีในงานวิกฤต

5) วัฒนธรรม “เน้นภาพลักษณ์” มากกว่างานจริง ลงพื้นที่ลุยน้ำ-แจกของ-ถ่ายรูป ถูกใช้แทนระบบบัญชาการที่ควรเกิดขึ้นใน War Room ผู้บริหารหลายคน “ไปอยู่ในที่เห็นง่าย” มากกว่า “ไปอยู่ในที่ควบคุมสถานการณ์ได้จริง” ภาพที่ดี แต่ระบบพัง นี่คือโครงสร้างความล้มเหลวที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเรา สรุป #ความล่มสลายเริ่มจากคน ก่อนพังเป็นสถาบัน

เมื่อคนที่ถูกแต่งตั้ง ไม่รู้จริง คนที่รู้จริง ไม่ถูกใช้ คนที่ควรตัดสินใจ ไม่กล้า คนที่กล้าตัดสินใจ ถูกย้ายออก ระบบทั้งระบบก็เดินไปไม่ได้ และนี่คือ “ชั้นแรก” ของการล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำของประเทศไทย

2.ปัญหาเชิงโครงสร้างราชการล้วน ๆ (Systemic Failures)

“ระบบที่ออกแบบมาให้ทำงานช้า ทำงานซ้ำ และทำงานคนละทิศ” หลังจากชั้นแรกของปัญหา คือ “คนผิด-คนหาย-ไม่ใช้คนที่รู้จริง” ชั้นที่สอง คือ โครงสร้างราชการด้านน้ำของไทย ที่บิดเบี้ยวจนไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ นี่ไม่ใช่เรื่องบุคคลอีกต่อไป แต่คือ “ระบบที่เสียตั้งแต่แบบแปลน”

4) นโยบายไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนคน เปลี่ยนนโยบายทุก 3-6 เดือน การจัดการน้ำต้องการความต่อเนื่องหลายปี แต่ระบบไทยเปลี่ยนตัวผู้บริหารเหมือนหมุนเวียนตำแหน่ง

  • ปภ. เปลี่ยนอธิบดีถี่มากจน “ระบบบัญชาการน้ำเดินไม่ทันตั้งหลัก”
  • สทนช. ใช้ระบบ “ยืมคน” → ไม่มีความมั่นคงทางองค์กร

นโยบายเปลี่ยนตามคน ไม่ใช่ตามข้อมูล ทุกปีแก้แบบเฉพาะหน้า ไม่สร้างระบบยั่งยืน เช่น Flood Intelligence Decision Support System Common Operating Picture สุดท้ายประเทศอยู่ในโหมด “ดี๋ยวว่ากันวันต่อวัน” แทนที่จะเป็น “ระบบที่วางแผนล่วงหน้า 20 ปี”

5) การสื่อสารภายในล้มเหลว — ไม่มีใครกล้าส่งสัญญาณเตือนจริง นี่คือปัญหาใหญ่ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น แต่ทำให้ระบบพังทุกปี หน่วยงานไม่กล้าส่ง Critical Bulletin (CB) เพราะ “กลัวทำคนตื่นตระหนก” ศูนย์ตัดสินใจบางแห่ง (เช่น มอ. หาดใหญ่) ไม่ประกาศเมื่อเห็นว่าน้ำกำลังล้อมเมือง ผู้ว่าฯเพิ่งย้าย ไม่รู้โครงสร้างพื้นที่ → ตัดสินใจช้า บางหน่วยงานทำงานเพื่อ “VIP” มากกว่าทำงานเพื่อ “ระบบ” ถ่ายรูป ลุยน้ำ เฝ้าผู้ใหญ่ มากกว่าเฝ้าระบบน้ำจริง ๆ

ผลคือ : ประชาชนรับรู้ช้ากว่าที่ควรหลายชั่วโมง ถึงหลายวัน และน้ำท่วม = “ข่าวตามหลังภัย”

6) การประสานงานข้ามหน่วยงานไม่มี — แต่ละกรมดึงข้อมูลคนละชุด น้ำท่วมต้องใช้ข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Data) แต่ไทยกลับทำงานแบบ “ต่างคนต่างมีเรดาร์” ไม่มี Chain of Command เดียวกัน อุตุฯ สสน. ปภ. ชป. สทนช. ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งหมดดึงข้อมูล คนละ Version พูดกันคนละศัพท์ ทำงานคนละจังหวะ ระบบจึงเกิดสิ่งนี้ทุกปี :

“เสียงแตก → สั่งการช้า → ประชาชนเสียหายก่อนคำสั่งจะออก”

ประเทศไทยไม่มี Common Operating Picture (COP) ที่จะทำให้นายกฯ–รองนายกฯ–ผู้ว่าฯ เห็นข้อมูลเดียวกันพร้อมกันแบบประเทศพัฒนาแล้ว นี่คือหัวใจของ “การล่มสลายเชิงระบบ”

สรุป — ระบบที่ช้า ไม่ต่อเนื่อง และไม่เชื่อมโยงกัน ไม่มีวันชนะภัยพิบัติ ประเทศที่ขาดระบบบัญชาการ ไม่ต้องถึงอภิมหาลานิญาแบบวันนี้ เพียงแต่ฝนหนัก ๆ แบบปกติ ก็อาจจะทำให้ล่มได้ทั้งเมือง ไม่ใช่เพราะฝนแรง แต่เพราะระบบอ่อน

3.ปัญหาเชิงข้อมูลและเทคนิค (Knowledge & Technical Gaps)

“เมื่อข้อมูลผิดตั้งแต่ต้นทาง ผลลัพธ์จึงผิดทุกชั้น” ถ้าชั้นแรกคือ “คน” ชั้นที่สอง คือ “ระบบราชการ” ชั้นที่สามของการล่มสลาย คือ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และเทคนิคที่ล้าหลัง น้ำไม่เคยโกหก แต่ระบบข้อมูลของรัฐ “ทำให้เราเข้าใจมันผิด”

7) ข้อมูลไม่ลงพื้นที่จริง — Flood Intelligence ไม่ทำงาน ฝนตก “ไม่ถึง 100 มม.” แต่เมืองกลับจม เพราะระบบประเมิน ไม่ได้นำ Topography–Drainage–Land Use เข้ามาคำนวณร่วม ประเทศไทยยังขาดระบบ

สำคัญเหล่านี้ : Radar ฝนที่อ่านค่าแบบ Real-time Hydrology Model ที่ผูกกับภูมิประเทศจริง Flood Routing ที่บอกได้ว่าน้ำจะไปทางไหนใน 1-3 ชั่วโมงข้างหน้า

ผลคือ… หน่วยเหนือพยากรณ์ว่า “ไม่หนัก” แต่พื้นที่หน้างานเห็นว่า “หนักมากจนรับไม่ไหว” ระหว่างนั้น
ข้อมูลจริงถูกส่งผ่านแค่ ไลน์กลุ่ม ซึ่งคลาดเคลื่อนง่าย ใครพิมพ์ก่อน → คนนั้นชนะ ใครพิมพ์เสียงดัง → ข้อมูลชุดนั้นถูกเชื่อ นี่คือโครงสร้างข้อมูลที่ไม่ควรมีในศตวรรษที่ 21 ผู้ปฏิบัติไม่พอ และความรู้ไม่อัพเดต
ปัญหาใหญ่คือ คนที่รู้จริงถูกกันออก คนที่เข้ามาใหม่ไม่ใช่สายงาน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง : นักวิชาการระดับพื้นที่ที่เก่งที่สุด ถูกดันออกจากบทบาทหลัก และผู้รู้เฉพาะพื้นที่หลายคน ไม่ได้อยู่ในโต๊ะตัดสินใจ คนรุ่นใหม่ที่ถูกดึงเข้ามา ไม่มีพื้นฐาน Hydrology-Meteorology-Crisis Command ช่องว่างประสบการณ์ 10-20 ปี ถูกแทนด้วย “ระบบใหม่ที่ไม่มีคนใช้เป็น” ผลคือระบบ Early Warning ของประเทศ…มันมี แต่ไม่มีการเตรียมการเผชิญเหตุจริง ๆ ข้อมูลที่ควรช่วยชีวิต กลายเป็นข้อมูลที่ทำให้ตัดสินใจผิด

สรุป — ประเทศไทยไม่มีระบบ “เข้าใจน้ำแบบจริงจัง” ถ้าข้อมูลไม่ตรง การประเมินก็ผิด การตัดสินใจก็ช้า
การบัญชาการก็คลาดเคลื่อน และประชาชนคือคนที่รู้ “ข้อมูลจริง” ก่อนเสมอ ผ่านน้ำที่กำลังทะลักเข้าบ้าน

4.ปัญหาการเมืองและผลประโยชน์ (Political Capture)

“เมื่อการเมืองขึ้นคุมระบบน้ำ ความปลอดภัยจึงกลายเป็นเรื่องรอง” ระบบน้ำไทยไม่พังเพราะฝน ไม่พังเพราะเครื่องมือ แต่พังเพราะ การเมืองใหญ่แทรกซึมลงไปถึงระดับเทคนิค

9) ผู้บริหารบางส่วนสนใจงานสร้าง มากกว่างานความปลอดภัย งานน้ำของไทยถูกดึงเข้าวงจร “โครงการ-งบประมาณ-ผู้มีอำนาจ” มากกว่าจะอยู่ในกรอบ “ความปลอดภัยของประชาชน”

ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง : การแต่งตั้งบางตำแหน่งระดับสูง “ซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยน” ทำให้เน้นสร้าง “ผลงานมองเห็นได้” มากกว่า “ระบบเตือนภัย-แบบจำลอง-การวิเคราะห์ความเสี่ยง” งบฯก้อนใหญ่ไหลไปที่ ถนน-คันดิน-สิ่งก่อสร้างเฉพาะพื้นที่พิเศษ ไม่ได้ไหลไปที่ Flood Intelligence, Early Warning, Data Infrastructure
เมื่อผู้บริหารขับเคลื่อนด้วย “โครงการ” การตัดสินใจเชิงเทคนิคก็ถูกกดทับด้วย “ผลประโยชน์” จนหลุดจากหลักวิชาการอย่างน่าเป็นห่วง ผลสุดท้ายคือ ความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องรอง ภาพลักษณ์และโครงการกลายเป็นเรื่องหลัก

10) การเมืองใหญ่แทรกในโครงสร้างบัญชาการน้ำ ปัญหาระดับโครงสร้างที่อันตรายที่สุด คือ ระบบบัญชาการน้ำไทยมี “สองศูนย์” แต่ไม่มีศูนย์จริง ตัวอย่างโครงสร้างที่ทำให้ระบบล่ม :

นายกฯตั้ง “คอภ.” แยกจาก “กนช.”
→ เกิดคู่ขนาน
→ ใครบัญชาการจริง ?
→ คำสั่งคนละชุด

ชุดเยียวยา และชุดระบายน้ำ
→ ทำงานแยกกัน
→ ไม่มี Unified Command
→ หลัก “One Incident, One Command” ไม่เกิดขึ้น

ฝ่ายค้านอ่อนแอ
→ ไม่ตรวจสอบเชิงเทคนิค
→ ระบบขาดกลไกตรวจทานตามธรรมชาติของประชาธิปไตย

บ้านใหญ่-เครือข่ายท้องถิ่น
→ คุมพื้นที่น้ำ-เส้นทางน้ำ-จุดคอขวดสำคัญ
→ ทำให้บางพื้นที่ “แตะต้องไม่ได้” ทั้งที่ควรแก้เชิงระบบ

ทั้งหมดนี้ทำให้ โครงสร้างการบัญชาการน้ำไทย ไม่เป็นระบบชาติ (National System)
แต่เป็นระบบที่ “การเมืองนำข้อมูล และผลประโยชน์นำเทคนิค”

สรุป — ระบบน้ำถูกการเมืองยึด จนเสียสมดุล ถ้าระบบเทคนิคถูกการเมืองครอบ ผู้ปฏิบัติจะไม่กล้า ผู้เชี่ยวชาญจะไม่ถูกฟัง และประเทศจะถูกสั่งการด้วย “โครงการ” แทน “ข้อเท็จจริง” นี่คือชั้นที่สี่ของการล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำไทย

5.ผลกระทบสุดท้ายต่อระบบจัดการน้ำทั้งประเทศ

“เมื่อระบบล้ม คนดีหาย ประเทศเสียโอกาส” นี่คือชั้นสุดท้ายของการล่มสลายเชิงสถาบันด้านน้ำ-ผลกระทบที่เริ่มกัดกินความสามารถของประเทศทั้งระบบ

11) ขาดความเป็นมืออาชีพในนาทีวิกฤต ช่วงเวลาที่ควรมี “มืออาชีพที่รู้พื้นที่-รู้ระบบน้ำ” กลับเกิดสิ่งตรงข้าม : คนรู้จริงถูกกันออกจากโต๊ะตัดสินใจ คนที่ตัดสินใจไม่รู้พื้นที่ ไม่รู้ประวัติทุ่งน้ำ-คอขวด ภาวะวิกฤตถูกบริหารด้วย “ความรู้สึก-ภาพการทำงาน” มากกว่า “ข้อมูล-วิชาการ-สัญชาตญาณมืออาชีพ” ผลคือ การตัดสินใจช้า ผิดจังหวะ และผิดพื้นที่ซ้ำซาก

12) ประเทศเสียโอกาสทองในการสร้าง “Flood Command System” หลังเหตุการณ์ปี 2538-2554 ญี่ปุ่น-เกาหลี-จีน สร้างระบบ : Integrated Flood Forecasting ระบบข้อมูลระดับชาติ Emergency Playbook Chain of Command เดียว แต่ไทยยังติดอยู่กับระบบ : ใช้ข้อมูลแยกส่วน (Hydrology/Radar/Operation ไม่เชื่อมกัน) ไม่เคยมี “National Flood Command System” ที่จริงจัง การบริหารฉุกเฉินพึ่ง “ไลน์กลุ่ม” มากกว่าระบบข้อมูลกลาง ตัดสินใจด้วยความจำปีเก่า ๆ ไม่ใช่แบบจำลองยุคใหม่ นี่คือ “Opportunity Lost” ครั้งใหญ่ของประเทศไทย

13) ข้าราชการดี ๆ หมดแรงใจ – สมองไหลออกนอกระบบ นี่เป็นรอยร้าวที่ลึกที่สุดในระยะยาว : ข้าราชการน้ำที่เก่งจริง ทำงานเน้นภาคสนาม

  • ไม่ได้รับการเติบโต
  • ถูกกันออกจากตำแหน่งนโยบาย

ระบบ Reward/Promotion ขึ้นกับ ความใกล้ชิดทางการเมืองมากกว่าคุณภาพงาน คนที่อยากทำงานจริงท้อแท้ คนที่คิดแบบระบบ-รู้แบบน้ำ ออกจากหน่วยงาน

  • ไปเอกชน / NGO / มหาวิทยาลัยแทน

ผลคือ รัฐสูญเสียทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่สำคัญที่สุดของงานน้ำไทย

สรุป ระบบไม่ใช่แค่พัง แต่กำลัง “เสื่อมความสามารถ” ประเทศไทยไม่ได้แค่ขาดเขื่อน เราขาด “คน-ระบบ-สถาบัน” ที่เคยทำงานได้ และตอนนี้ทุกอย่างกำลังค่อย ๆ ดับลงพร้อมกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การจัดการน้ำ