ค่าเงินบาทอ่อนค่าหลังทองคำหลุดระดับ 4,200 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (4/12) ที่ระดับ 31,89/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (3/12) ที่ระดับ 31.91/92 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่า หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมายังอ่อนแอ โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน
โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 32,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 40,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 47,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. โดยธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทั้งนี้ นายโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า นโยบายภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนลดการจ้างงาน และยังยืนยันว่า ตัวเลขการจ้างงานจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลและเติบโตขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ S&P Global เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.1 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 55.0 และต่ำกว่าระดับ 54.8 ในเดือน ต.ค.
อย่างไรก็ตาม ในอีกฝั่งหนึ่ง สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.6 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน จากระดับ 52.4 ในเดือน ต.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0 ทั้งนี้จากตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวม ที่แสดงถึงความอ่อนแอในตลาดแรงงาน ทำให้มีกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป
โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่าบรรดานักลงทุนให้น้ำหนักราว 89% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมสัปดาห์หน้านี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (4/12) ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือน พ.ย. 68 พบว่าอยู่ที่ระดับ 53.2 จากเดือน ต.ค. ที่ระดับ 51.9 เป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 61.9 ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าก่อนวันหยุดยาวเนื่องในวันชาติไทย ท่ามกลางการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ โดยล่าสุดได้หลุดระดับ 4,200 เหรียญต่อออนซ์ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.88 – 32.07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.03/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (4/12) ที่ระดับ 1.1664/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (3/12) ที่ระดับ 1.1661/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) แถลงต่อรัฐสภายุโรปว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศยูโรโซนมีแนวโน้มที่จะขยับเข้าใกล้ระดับเป้าหมาย 2% ของ ECB ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ถึงแม้แนวโน้มโดยรวมยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากร และยังเสริมว่าความเสี่ยงที่มีต่อแนวโน้มดังกล่าวนั้นยังคงมีทั้งสองด้าน ขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงสูงกว่าปกติ อันเนื่องมาจากนโยบายการค้าโลกที่มีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม ลาการ์ดกล่าวด้วยว่า ECB มองเห็นความเป็นไปได้ที่ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจจะต่ำกว่าเป้าหมาย โดยสถานการณ์อาจรุนแรงขึ้นเนื่องจากการใช้ระบบการกำหนดราคาคาร์บอนใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ถูกเลื่อนออกไป
สำหรับการคาดการณ์เงินเฟ้อครั้งใหม่ซึ่งจะรวมการประมาณการครั้งแรกสำหรับปี 2571 จะถูกนำเสนอในการประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 18 ธ.ค. และจะให้ความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต ในส่วนของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยเมื่อคืนนี้มีดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน พ.ย. ได้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่หกติดต่อกันในเดือนพฤศจิกายน แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566
และสะท้อนถึงการขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและเร่งตัวขึ้น โดยดัชนีอยู่ที่ 52.8 (ตุลาคมอยู่ที่ระดับ 52.5) สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของการสำรวจที่ 52.4 อีกครั้ง โดยทั้งภาคการผลิตและภาคบริการต่างมีการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในช่วงกลางไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1653-1.1682 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1676/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเข้าวันนี้ (4/12) ที่ระดับ 155.17/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ(3/12) ที่ระดับ 155.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินแข็งค่าขึ้นภายหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 1.910% ในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2550 ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนนี้
นอกจากนี้เงินเยนยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ หลังตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน (ADP) เดือน พ.ย. ออกมาชะลอตัว โดยล่าสุด ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุในวันนี้ (4/12) ว่า การดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไปยังไม่แน่นอน เนื่องจากยากที่จะระบุระดับของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (Neutral Rate of Interest) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยไปถึงจุดใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
โดยคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ อธิบายต่อรัฐสภาว่า แนวคิดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางสามารถประเมินได้เพียงเป็นช่วงกว้าง ๆ และ BOJ ได้พยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของการประเมิน หากสามารถทำได้สำเร็จ ธนาคารก็มีแผนเปิดเผยช่วงค่าประมาณดังกล่าวต่อสาธารณะ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.78 – 155.54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 154.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค. ของอียู (4/12), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (4/12), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 (ประมาณการครั้งที่ 3) ของอียู (5/12), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย. ของสหรัฐ (5/12), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ธ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (5/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.5/-7.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -5.5/-3.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ