Skip to content

บาทอ่อนค่า หลังนักลงทุนขายทำกำไรทองคำ

29 ธ.ค. 2568 | 19:27น.
บาทอ่อนค่า หลังนักลงทุนขายทำกำไรทองคำ

ค่าเงินบาทอ่อนปิด 31.44 บาท/ดอลลาร์ ท่ามกลางดอลลาร์แข็งหลังทองคำร่วง นักลงทุนชะลอความเสี่ยงรอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะไทยพึ่งพาแรงส่ง “ส่งออก–มาตรการรัฐ” ประคองเศรษฐกิจ แต่ท่องเที่ยวยังสะดุด ภายใต้เงื่อนปมการเมืองและความตึงเครียดชายแดนกดดันทิศทางค่าเงิน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/12) ที่ระดับ 31.17/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 31.06/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากราคาทองคำปรับตัวลงมาที่ระดับ 4,465 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรหลังขึ้นไปที่ระดับสูงสุดใกล้ 4,550 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรก่อนช่วงวันหยุด โดยตลาดจับตาการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ก่อนวันหยุดยาวช่วงปีใหม่

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (29/12) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสามฝ่ายระหว่างจีน กัมพูชา และไทย ณ เมืองอวี้ซี มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เสร็จสิ้นลงแล้วในวันนี้ (29 ธ.ค.) โดยทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นลดความตึงเครียดของสถานการณ์ และพร้อมพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ดีขึ้นบนพื้นฐานของการหยุดยิง นายหวังกล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือสามฝ่ายในครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การบรรลุฉันทามติที่สำคัญ 3 ประการ

ในส่วนของนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ย. 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ในส่วนของการเลือกตั้งนั้นจะจัดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลังการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 โดยมีพรรคการเมืองกว่า 50 พรรคเข้าร่วมแข่งขัน พรรคใหญ่ เช่น เพื่อไทย ประกาศส่งแคนดิเดตนายกฯ 3 คน

ขณะที่พรรคประชาชนและภูมิใจไทยก็เปิดตัวผู้ท้าชิงหลายรายเช่นกัน ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในเขต กทม. 33 โดยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กลับมาลงสมัครแทนผู้สมัครเดิมที่ถูกจับในคดีฟอกเงิน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 31.12 – 31.42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/12) ที่ระดับ 1.1782/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 1.1769/70 โดยตลาดยุโรปเปิดตลาดวันนี้ด้วยการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแคบ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้สิ้นปีและปริมาณซื้อขายลดลง รวมถึงนักลงทุนยังเฝ้าติดตามความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเฉพาะหลังการหารือระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ซึ่งมีสัญญาณบวกนำไปสู่การคาดหวังว่าข้อตกลงอาจใกล้ความจริง

อย่างไรก็ตามนักลงทุนมองว่าอาจยังใช้เวลาหลายสัปดาห์ โดยการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีสัญญาณบวกส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงเปิดตลาดยุโรป เนื่องจากนักลงทุนมองว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อาจลดลง ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจยุโรปและกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลเข้า อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของยูโรยังอยู่ในกรอบจำกัด เพราะตลาดยังรอความชัดเจนของข้อตกลงจริง รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และทิศทางเศรษฐกิจโลก

โดยนักวิเคราะห์คาดว่าหากการเจรจาคืบหน้า ค่าเงินยูโรอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่หากเกิดความล่าช้าหรือความตึงเครียดกลับมาความผันผวนจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1752 – 1.1788 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1775/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/12) ที่ระดับ 156.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 156.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยการฟื้นตัวเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่ระมัดระวังแต่มีความหวังเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ขณะที่แรงขายยังคงมีอยู่หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) เผยแพร่ “สรุปความคิดเห็น” จากการประชุมกำหนดนโยบายเดือนธันวาคม ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ยังคงผ่อนคลายและไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกทั้งตลาดยังจับตาสัญญาณเพิ่มเติมจาก BoJ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 156.05 – 156.31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 156.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ (M/M) (พ.ย.) (29/12), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ (29/12), ดัชนีราคาบ้านจากสถาบัน S&P (Y/Y) (ต.ค.) ((30/12), รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบีของสหรัฐ (CB Consumer Confidence) (ธ.ค.) (23/12), ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ (ก.ย./ต.ค./พ.ย.) (24/12), รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (31/12), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (31/12), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในเขตชิคาโก (ธ.ค.) (31/12), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต (ธ.ค.) (02/01)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.5/-6.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.8/-1.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท บาทอ่อน