Skip to content

2025 : เส้นทางเศรษฐี Beyoncé นักร้องลูกทุ่ง ขึ้นแท่นพันล้านเป็นต่อ Taylor Swift

30 ธ.ค. 2568 | 14:31น.
2025 : เส้นทางเศรษฐี Beyoncé นักร้องลูกทุ่ง ขึ้นแท่นพันล้านเป็นต่อ Taylor Swift

Forbes รายงานว่า บียอนเซ่ โนลส์-คาร์เตอร์ กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอย่างเป็นทางการในปี 2025 ส่งผลให้เธอและสามีอย่าง Jay-Z ขึ้นแท่นคู่รักทรงอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมดนตรี และนับเป็นศิลปินหญิงลำดับที่ 5 ของโลกที่มีมูลค่าทรัพย์สินเป็นรองต่อจาก Taylor Swift, Rihanna, Bruce Springsteen และ Jay-Z

การก้าวสู่สถานะมหาเศรษฐีของบียอนเซ่เกิดขึ้นหลังจากการเบนเข็มในเส้นทางอาชีพ ด้วยการหันเข้าสู่แนวเพลงคันทรีผ่านอัลบั้ม Cowboy Carter ขยายฐานผู้ฟังถล่มทลาย

Forbes ระบุว่า ความสำเร็จของอัลบั้มและทัวร์คอนเสิร์ตภายใต้ชื่อเดียวกัน ผลักดันมูลค่าทรัพย์สินของเธอให้ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทัวร์คันทรีรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์

หลังจาก Renaissance World Tour ในปี 2023 โกยรายได้เกือบ 600 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดสูงสุดของอาชีพบียอนเซ่แล้ว ทว่าในปี 2024-2025 เธอกลับเดินเกมใหม่ ด้วยการเปิดตัว Cowboy Carter และออกทัวร์คอนเสิร์ตแนวคันทรีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

Pollstar ระบุว่า Cowboy Carter Tour ทำรายได้จากการขายบัตรได้กว่า 400 ล้านดอลลาร์ Forbes ประเมินว่า รายได้จากการขายสินค้าที่ระลึกในสถานที่จัดงาน เพิ่มอีกประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วเฉพาะทัวร์นี้สร้างรายได้มากกว่า 450 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลจาก Forbes ยังระบุว่า บียอนเซ่มีรายได้ในปี 2025 สูงถึง 148 ล้านดอลลาร์ก่อนหักภาษี ส่งผลให้เธอเป็นศิลปินที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในปีดังกล่าว

เรซิเดนซีเคลื่อนที่-ลดต้นทุน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Cowboy Carter Tour ทำกำไรได้สูง คือรูปแบบการจัดทัวร์ที่แตกต่างจากศิลปินทั่วไป บียอนเซ่เลือกแสดงหลายรอบในสนามกีฬาขนาดใหญ่เพียง 9 แห่งทั่วอเมริกาเหนือและยุโรป รวมทั้งสิ้น 32 รอบ แทนการเดินสายวันต่อวัน

ทัวร์นี้ใช้ทีมงานมากกว่า 350 คน รถบรรทุกกว่า 100 คัน และเครื่องบินขนส่ง Boeing 747 ถึง 8 ลำ ในสถานที่เดียวช่วยลดต้นทุนการรื้อ-ติดตั้งโปรดักชั่น พร้อมเปิดทางให้โชว์ มีสเกลระดับมหากาพย์ ทั้งรถยนต์ลอยฟ้า แขนกลเสิร์ฟวิสกี้ SirDavis กระทิงกลสีทอง รวมถึงการปรากฏตัวของ Jay-Z, สมาชิก Destiny’s Child และลูก ๆ ของบียอนเซ่บนเวที

Part-time CEO

แม้ยอดขายอัลบั้มในเชิงสตรีมมิ่งของบียอนเซ่ในปี 2025 จะต่ำกว่าศิลปินอย่าง Bad Bunny หรือ The Weeknd (ตามข้อมูล Luminate) แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่หมวกใบหลักของศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์อีกต่อไป

หมวกใบแรกใบแพงที่บียอนเซ่ใส่อยู่ คือการถือครองลิขสิทธิ์มาสเตอร์เพลง และเงินถุงเงินถังจากบัตรคอนเสิร์ต ซึ่งสร้างรายได้ในสัดส่วน 75-90% ของรายได้ต่อปีในยุคหลังโควิด

การตัดสินใจใส่หมวกใบดังกล่าว เป็นกลยุทธ์ตั้งแต่ปี 2010 ด้วยการก่อตั้งบริษัท Parkwood Entertainment ทำให้บียอนเซ่ควบคุมงานสร้าง ผลิต และบริหารจัดการด้วยตนเอง ยอมลงทุนต้นทุนการผลิตล่วงหน้า เพื่อแลกกับส่วนแบ่งกำไรระยะยาวที่มากกว่า

จักรวาลธุรกิจ

นอกเหนือจากดนตรี บียอนเซ่ยังขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจอื่น เช่น แบรนด์ดูแลเส้นผม Cécred, วิสกี้ SirDavis และแฟชั่นแบรนด์ Ivy Park (ซึ่งยุติไปในปี 2024) อย่างไรก็ตามมากกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินของเธอยังคงมาจากอุตสาหกรรมดนตรี

เธอยังเป็นศิลปินที่เชี่ยวชาญในการเปลี่ยนผลงานให้เป็นอีเวนต์ทางวัฒนธรรม ตั้งแต่อัลบั้มเซอร์ไพรส์ Beyoncé (2013), Lemonade (2016), โชว์ Coachella ที่กลายเป็น Homecoming ซึ่ง Netflix จ่ายค่าลิขสิทธิ์ราว 60 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงภาพยนตร์คอนเสิร์ต Renaissance ที่จัดจำหน่ายเองผ่าน AMC Theatres และกวาดรายได้กว่า 44 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก