อภิสิทธิ์ พร้อมแจงงบนโยบาย ปชป.ใช้สำหรับ 4 ปี ยันใช้น้อยกว่าพรรคประชาชน เมิน ภท.พร้อมสละความแค้นจับมือ พท.-ปชน.ได้ เหน็บปลุกระดมหาเสียงตลอด
ที่ตลาดแสงทิพย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วยนายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 4 (คลองเตย – เขตวัฒนา) หาเสียงกับพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าและสัญจรไปมา พร้อมยังได้รับฟังการสะท้อนปัญหาจากประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการหาเสียงในเขตวัฒนาและคลองเตย ว่า ให้ความรู้สึกเหมือนการกลับมาบ้าน เพราะเป็นเขตเลือกตั้งเก่าที่เคยผูกพัน และได้รับความไว้วางใจมาโดยตลอด ครั้งนี้ได้นำคนรุ่นใหม่อย่าง นายพงศกร มาสานต่อเจตนารมณ์ในการรับใช้ประชาชน จึงหวังว่า จะได้รับการสนับสนุนอย่างดี ส่วนเรื่องการทำโพลสำรวจ ตอนนี้ 7 วันสุดท้ายแล้ว แต่ก็มีการเก็บข้อมูลอยู่เป็นระยะๆ
นายอภิสิทธิ์ ยังชี้แจงถึงกรณีที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์งบประมาณและกังวลต่อตัวเลขประมาณนโยบายของพรรคฯ ที่อาจก่องบสูง ยืนยันว่า พรรคฯ ได้เสนองบตามที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กำหนด ดังนั้นการเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างพรรคการเมืองจะต้องดูด้วย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนองบประมาณรวม 4 ปี
และข้อมูลงบประมาณนโยบายของพรรคฯ ที่นำเสนอต่อ กกต.นั้น เป็นงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี และหลายโครงการเป็นการต่อยอดจากงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงไม่ใช่การสร้างภาระทางการคลังอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ หรืออย่างกรณีค่าไฟนั้น พรรคฯ ไม่ได้เสนอใช้งบประมาณ จึงยืนยันว่า พรรคฯ ได้คำนวณถึงฐานรายได้งบ และการจัดเก็บภาษีของประเทศมาอย่างรอบคอบ จึงมั่นใจว่า จะไม่เกิดปัญหา
เมื่อถามว่า การวิเคราะห์ของ TDRI จะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริง TDRI วิเคราะห์งบประมาณของทุกพรรคการเมือง ซึ่งตัวเลขงบประมาณไม่ได้ต่างกันมากนัก เช่น พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ แต่งบประมาณพรรคประชาชน อาจเสนอใช้งบประมาณมากกว่า แต่หลายพรรคการเมือง ก็ยังน่าสงสัย ที่เขียนโครงการแต่ไม่เขียนงบประมาณ จึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้
ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุพร้อมลืมความแค้นในอดีตและพร้อมจับมือร่วมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงท่าทีอย่างนั้นตลอด แต่กับมาปลุกระดมระหว่างการหาเสียงว่าไม่เลือกพรรคนั้น พรรคนี้ ซึ่งตนก็แปลกใจว่า ถ้าร่วมรัฐบาลกันได้แล้วจะพูดเช่นนี้ทำไม และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นว่า แต่ละพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนเพียงไหนอย่างไร
ส่วนจุดยืนของพรรคฯ ปชป.จำเป็นจะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง และสิทธิการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคฯ ได้แสดงจุดยืน และนโยบายไปแล้ว หากคิดว่าเป็นประโยชน์ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ หากไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ก็ต้องต่างคนต่างทำหน้าที่ในสภาฯ

“ยืนยันว่า ยังไม่เคยได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะยังคงยุ่งอยู่กับการหาเสียง แต่ก็แปลกใจที่มีข่าวว่า นายอนุทิน ต่อว่าตนไปด้อยค่า ซึ่งไม่มี แต่นายอนุทิน ควรจะไปบอกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ ที่หาเสียงโจมตีพรรคประชาธิปัตย์”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่ กกต.เตรียมส่งรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีปัญหาขาดคุณสมบัติให้ศาลวินิจฉัยตัดสิทธิผู้สมัครกรณีขาดคุณสมบัติและลงรับสมัคร และหัวหน้าพรรคการเมืองอาจจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จนอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตัดสิทธิเพราะขาดคุณสมบัติเป็นเรื่องปกติตามกฎหมาย จึงไม่น่ามีปัญหา และในการรับรองคุณสมบัตินั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ผู้สมัครรับรองตนเอง และได้ส่งข้อมูลผู้สมัครไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ แต่ก็ได้รับคำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้าง ซึ่งพรรคฯ ได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว และได้ชี้แจงขั้นตอนต่าง ๆ ให้ กกต.ได้รับทราบแล้ว
เมื่อถามว่า กังวลต่อความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคฯ หรือไม่ โอกาสที่จะส่งผลกระทบมาถึงพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการตรวจสอบแล้ว และได้ชี้แจงแนวทางการทำงานให้ กกต.ทราบอย่างละเอียดล่วงหน้า ไม่ได้เป็นการมาชี้แจงภายหลังเมื่อเกิดปัญหา
ส่วนการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย วันที่ 6 ก.พ. ที่ ONE Bangkok พรรคฯ จะมีการปล่อยหมัดเด็ดอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคฯ ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงทางเลือกของประชาชน และเมื่อถึงเวลาใกล้ติดสินใจ พรรคฯ ก็จะหยิบยกเรื่องสนใจมาสื่อสาร
